สรุปผลการจัดเสวนาเวทีสาธารณะ 3 เวที


บทนำ

สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน โดยยึดถือภารกิจหลักในการจัดการความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและ
สุขภาวะ เพื่อมุ่งเน้นการเคารพ ปกป้อง และเติมเต็ม “สิทธิในอากาศสะอาด” ของประชาชนทุกคน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์กรชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการร่วมกันออกแบบนโยบายและกลไกทางกฎหมายที่สอดคล้องกับบริบทความจริงของสังคม

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตมลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น การผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ใช่ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อนสมาคมฯ จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายภาควิชาการและภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมซีรีส์เสวนาสาธารณะ 3 เวที เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบด้วย

เวทีที่ 1 ลมหายใจคือชีวิต: ปลดล็อกความเข้าใจผิดร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู่มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล”




เวทีที่ 2 สิทธิที่จะไม่ตายก่อนวัยอันควร: ปลดล็อกแนวคิดเรื่องกลุ่มเปราะบางในร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด



เวทีที่ 3 ทำไมเราต้องมีเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และกองทุนในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด?


เอกสารสรุปผลการจัดเสวนาเวทีสาธารณะฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ประเด็นอภิปราย และข้อเสนอแนะที่สำคัญจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และขยายผลความรู้ไปสู่สาธารณะ สร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้เกิด “พลเมืองตื่นรู้ด้านอากาศสะอาด” ที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและผลักดันกฎหมายอย่างมีความเข้าใจ ตลอดจนเป็นการไขข้อข้องใจในหลายประเด็นของร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่เป็นข้อถกเถียง เพื่อให้เกิดความเข้าใจบนพื้นฐานของหลักวิชาการ

สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เชื่อมั่นว่าเอกสารฉบับนี้ มิได้เป็นเพียงการบันทึกถ้อยแถลงที่เกิดขึ้นบนเวทีเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่เป็นคลังความรู้และแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับการศึกษาและค้นคว้าทางวิชาการ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงทั้งมิติกฎหมาย มิติสิทธิมนุษยชน มิติความเป็นธรรม มิติสุขภาพ และมิติเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ จะเป็นสิ่งมีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายสาธารณะ รวมถึงเป็นแนวทางในการพัฒนากฎหมายอากาศสะอาดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบทของสังคมไทย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่สังคมที่เคารพในสิทธิในอากาศสะอาด

ท้ายที่สุดนี้ สมาคมฯ ในโอกาสขึ้นปีใหม่ปีพุทธศักราช 2569 สมาคมฯ ขอมอบเอกสารฉบับนี้ให้เป็น "ของขวัญปีใหม่" แทนความปรารถนาดีแก่พี่น้องประชาชนคนไทยและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อเป็น
แรงบันดาลใจในการร่วมกันปกป้องลมหายใจของเรา และสร้างสรรค์สุขภาวะที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยสืบไป


สรุปผลการจัดเสวนา เวทีที่ 1

"ลมหายใจคือชีวิต: ปลดล็อกความเข้าใจผิดร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู่มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล”

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 - 12.00 น.
ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


วิทยากรร่วมเสวนา

1. รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. คุณศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

3. คุณร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งประชาชาติ

4. ดร.ธีระวุฒิ เต็มสิริวัฒนกุล นักกฎหมายภาษีอากร และทีมกฎหมายเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย

ดำเนินรายการ โดย ผศ.ดร.พัชร์ นิยมศิลป อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สรุปประเด็นจากการจัดเสวนา

ภาพรวมของการเสวนาคือให้ความเห็นทางวิชาการโต้แย้งต่อความเห็นของผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอให้ตัดถ้อยคำ "เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ออกจากมาตรา 12 ของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... สามารถสรุปได้ดังนี้


1. สรุปที่มาที่ไปของข้อความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศโดยย่อ

ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศแสดงความเห็นว่าในปัจจุบันยังไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใดที่กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศหรือหมอกควันข้ามพรมแดนที่ชัดเจน และแม้ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีความเห็นเชิงแนะนำ (Advisory Opinion) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเชื่อมโยงกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อม แต่คำแนะนำดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายด้วยเหตุนี้ การจะระบุว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีซึ่งรวมถึงสิทธิในอากาศสะอาดมีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศแล้วหรือไม่จึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังนั้น กรมสนธิสัญญาและกฎหมายจึงเห็นว่าการใช้ถ้อยคำ "สิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ในร่างฯ มาตรา 12 วรรคแรกนั้น อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันทั้งหมด


2. สรุปพัฒนาการและความสำคัญของสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในระดับสากลระหว่างประเทศ และในระดับภูมิภาค

2.1 พัฒนาการของสิทธิในสิ่งแวดล้อม สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เอื้อต่อสุขภาพ และยั่งยืน (the right to a clean, healthy, and sustainable environment) ได้มีการพัฒนาในทางกฎหมายอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในฐานะสิทธิมนุษยชนในปี 2564 (2021)

2.2 การรับรองในระดับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA): ในปี 2565 (2022) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดของ UN ได้รับรองข้อมตินี้ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ โดยมีประเทศสมาชิก 161 ประเทศโหวตสนับสนุนและไม่มีผู้โหวตคัดค้านเลย แม้ว่ามติของ UNGA จะไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงการเมืองและเป็นความตกลงร่วมกันของประชาคมโลก

2.3 ความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) การรับรองของ UN ในปี 2564-2565 นำมาสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีคำวินิจฉัยรับรองว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนสากล และหากรัฐละเมิดหรือไม่รับรองสิทธินี้ให้เป็นจริง
ก็ถือว่ารัฐอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ตนมีพันธกรณีด้วย แม้ว่าความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะไม่ผูกพันโดยตรง แต่มีน้ำหนักอย่างยิ่งในการวางบรรทัดฐานการวินิจฉัยกฎหมายระหว่างประเทศ

2.4 สิทธิในอากาศสะอาด (Clean Air) เป็นองค์ประกอบหนึ่งใน 6 องค์ประกอบเชิงเนื้อหา (substantive element) ของสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงอากาศที่ปลอดภัย (Safe Climate)น้ำที่ถูกสุขลักษณะและเพียงพอ อาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัย ระบบนิเวศที่ดี และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสารพิษ

2.5 อาเซียนได้รับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งการรับรองเอกสารของอาเซียนต้องใช้หลักฉันทามติ (Consensus) แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับภูมิภาค

2.6 มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพอากาศที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชนกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการ เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ สิทธิในน้ำ สิทธิในอาหาร สิทธิในที่อยู่อาศัย และ มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ


3. สรุปท่าทีของประเทศไทยในเวทีสากลระดับโลกเกี่ยวกับประเด็นการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชน

3.1 ท่าทีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศนั้นค่อนข้างชัดเจนและตรงกันข้ามกับข้อโต้แย้งภายในประเทศ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โหวตสนับสนุนสิทธิในสิ่งแวดล้อมในสมัชชาใหญ่ของ UN

3.2 ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการเสนอถ้อยแถลงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยย้ำถึงพันธกรณีของรัฐต่าง ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งถ้อยแถลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น (prerequisite) ของสิทธิในสุขภาพ (Right to health) และสิทธิในชีวิต (Right to life) ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและทางการเมือง (ICCPR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่แล้ว


4. สรุปบทบาทในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

4.1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ได้ให้นิยามของ "สิทธิมนุษยชน" ไว้อย่างกว้างขวาง โดยหมายถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

4.2 นิยามที่กว้างขวางนี้เป็นเจตนาของกฎหมายไทยเพื่อเปิดช่องให้มีการพัฒนาและรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ก้าวหน้าได้ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะสิทธิมนุษยชนสากลที่เป็นที่ยอมรับอย่างสมบูรณ์เท่านั้น

4.3 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ใช้หลักการและคำอธิบายที่ก้าวหน้า เช่น ความเห็นทั่วไป (General Comment) ของสหประชาชาติ (โดยเฉพาะ General Comment 27) ในการตีความกติการะหว่างประเทศเพื่อรับรองความเชื่อมโยงของสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

4.4 อธิบายข้อกฎหมายของร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มาตรา 6 วรรคแรก และมาตรา 12 วรรคแรก

(1)ร่าง พ.ร.บ. นี้ถูกออกแบบให้มาตรา 6 วรรคแรก และมาตรา 12 วรรคแรก ต้องอ่านประกอบกันโดยมาตรา 6 วรรคแรกบัญญัติว่า บุคคล ชุมชน และประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาด ซึ่งมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในสุขภาพ และสิทธิในชีวิต อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงสิทธิมนุษยชนอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

มาตรา 12 วรรคแรก บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่ทำให้เกิดการเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิเกิดขึ้นจริงแก่บุคคล ชุมชนและประชาชน เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ

มาตรา 6 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิทธิในอากาศสะอาดไม่ได้ยืนอยู่โดดเดี่ยว และไม่อาจแยกขาดออกจากสิทธิมนุษยชนประเภทอื่นที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่แล้ว เช่น สิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ (ซึ่งถูกรับรองตาม ICCPR และ ICESCR) การที่อากาศไม่สะอาดจะส่งผลกระทบต่อสิทธิเหล่านี้โดยตรง ซึ่งในชั้นของการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ของวุฒิสภา ได้มีมติเห็นชอบมาตรานี้โดยไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ โดยกระทรวงต่างประเทศเองก็ไม่ได้คัดค้าน

ส่วนการบัญญัติในมาตรา 12 ว่ารัฐมีหน้าที่ปฏิบัติตาม “เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายไทยที่จะแปลง (อนุวัติการ) มาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เข้ามามีผลบังคับใช้ในระบบกฎหมายภายในของไทย เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบทวินิยม (Dualism) ซึ่งตามปกติศาลและเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่นำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้โดยตรง ดังนั้น การบัญญัติเช่นนี้จึงเป็น "ไม้กายสิทธิ์" ที่ทำให้มาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนลงมาสู่การปฏิบัติในประเทศได้ และเป็นการทำให้มาตรฐานตาม พ.ร.บ. สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยแสดงความเห็นชอบไปแล้ว


บทสรุปจากการจัดเสวนา เวทีที่ 1

ข้อสรุปต่อหน่วยงานรัฐ คือ เมื่อมีการบัญญัติสิทธิในอากาศสะอาดไว้ในร่าง พ.ร.บ. แล้ว หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธความเข้าใจหรือความรับผิดชอบในการนำไปปฏิบัติได้ และการที่หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ออกมาโต้แย้งในชั้นการร่างกฎหมายว่า "ประเทศไทยไม่มีหน้าที่ต้องผูกพันและปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหลักสากล" นั้น ขัดแย้งกับท่าทีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และจะส่งผลกระทบในทางลบต่อหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งหมดของ พ.ร.บ. ฉบับนี้

ดังนั้น การคงถ้อยคำ "เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ไว้ในมาตรา 12 จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการตอกย้ำถึง พันธกรณีของรัฐในการทำให้สิทธิในอากาศสะอาดเป็นจริง ตามมาตรฐานสากล และเป็นการทำให้กฎหมายภายในมีความก้าวหน้า (advance) และสอดคล้องกับพลวัตของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมโลก เปรียบเสมือนการติดตั้ง "เครื่องแปลภาษาอัตโนมัติ" ในระบบกฎหมายไทย เพื่อให้หลักการสิทธิมนุษยชนสากลที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว (เช่น สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี) สามารถถูกนำไปใช้และบังคับใช้โดยเจ้าหน้าที่รัฐและศาลภายในประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิด "สนธิสัญญา
ฉบับเต็ม" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ล่าช้ากว่ามาก




สรุปผลการจัดเสวนา เวทีที่ 2


วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 –15.30 น.
ณ Clazy Cafe เดอะซีซั่นส์มอลล์ กรุงเทพมหานคร

วิทยากรร่วมเสวนา

1. คุณอนุกูล ราชกุณา ผู้ประสานงานเครือข่ายสหภาพไรเดอร์

2. คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย

3. คุณพูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธุ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ

4. ดร.อดิสรณ์ เลิศสินทรัพย์ทวี ผู้อำนวยการ Internet Education & Research Lab

สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

ดำเนินรายการ โดยดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท อุปนายก คนที่ 2 สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพและผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพ


สรุปประเด็นจากการจัดเสวนา

1. ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ได้วางกรอบการสนทนาให้เชื่อมโยงประเด็นด้านสุขภาพ สิทธิมนุษยชน และกฎหมายอากาศสะอาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ท่านเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าเวทีนี้มิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั่วไป แต่เป็นกระบวนการสร้าง “หลักฐานทางสังคมและวิชาการ” เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในอนาคต

สาระสำคัญที่ ดร.นพ.วิรุฬ เน้นย้ำ คือ แนวคิด “ความเปราะบาง” ต้องถูกทำความเข้าใจตามกรอบสากล โดยเฉพาะกรอบเซนไดว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งอธิบายว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพไม่ได้เกิดจากภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรับสัมผัสและระดับความเปราะบางของแต่ละกลุ่มประชากร เมื่อประยุกต์กับปัญหามลพิษทางอากาศ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งจึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมิติทางการแพทย์ ดร.นพ. วิรุฬ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ความเข้าใจเดิมที่จำกัดผลกระทบของ PM2.5 เฉพาะโรคทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจนั้นไม่เพียงพอ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันชี้ว่า PM2.5 สามารถก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประชากรทั่วไป รวมถึงผู้ที่ดูเหมือน “แข็งแรงดี” แต่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน

ในเชิงกฎหมาย ท่านเน้นว่าการนิยาม “กลุ่มเปราะบาง” ในร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. โดยรวมผู้ทำงานกลางแจ้งไว้ด้วยนั้น มีความถูกต้องทั้งในเชิงวิชาการและจริยธรรม และการพยายามตัดกลุ่มนี้ออกสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน รวมถึงการมองข้ามต้นทุนสุขภาพระยะยาวที่รัฐและสังคมต้องแบกรับในอนาคต

2. คุณพูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ ได้นำเสนอข้อมูลจากประสบการณ์การทำงานกับแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่แผงลอยและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว ท่านอธิบายว่าแรงงานกลุ่มนี้มีรายได้ไม่แน่นอน ขาดสวัสดิการ และเข้าถึงระบบประกันสังคมได้จำกัด

จากการศึกษาภาคสนามที่มูลนิธิดำเนินการ สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นและความร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงานอย่างชัดเจน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ผื่นคันตามผิวหนัง หายใจไม่อิ่ม เลือดกำเดาไหล และความอ่อนล้าเรื้อรัง เมื่อแรงงานเจ็บป่วย การเข้ารับการรักษาหมายถึงการสูญเสียรายได้ทันที ทำให้ภาระทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ประเด็นที่คุณพูลทรัพย์เน้นย้ำคือ “การไม่มีทางเลือก” แรงงานไม่สามารถหยุดงานในวันที่ค่าฝุ่นสูงได้ เนื่องจากต้องพึ่งพารายได้รายวัน การป้องกันตนเอง เช่น การซื้อหน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกัน จึงกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่แรงงานต้องรับภาระเอง ท่านตั้งคำถามเชิงนโยบายอย่างชัดเจนว่า เหตุใดแรงงานที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงระบบเมืองและให้บริการสาธารณะจึงถูกตัดออกจากการคุ้มครองตามกฎหมายอากาศสะอาด

3. คุณอนุกูล ราชกุณา สะท้อนปัญหาของไรเดอร์ในฐานะแรงงานแพลตฟอร์มที่เผชิญการกดทับสองชั้น ได้แก่ การขาดความรับผิดชอบจากบริษัทแพลตฟอร์ม และการขาดการคุ้มครองจากรัฐ ท่านอธิบายว่าไรเดอร์ต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มั่นคง ไม่มีสถานะลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน และต้องรับภาระต้นทุนทั้งหมดเอง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอของอุปกรณ์ และต้นทุนทางสุขภาพ

คุณอนุกูล ยกตัวอย่างกรณีเรื่องจริงของไรเดอร์ที่เสียชีวิตหรือเจ็บป่วยรุนแรงจากการทำงานกลางแจ้งท่ามกลางสภาพอากาศที่เป็นพิษ โดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าชีวิตของ
ไรเดอร์ถูกปฏิบัติเสมือน “ทรัพยากรที่ใช้แล้วทิ้ง” ในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

ในมุมมองของคุณอนุกูล การตัดผู้ทำงานกลางแจ้งออกจากนิยามกลุ่มเปราะบางในร่างกฎหมายอากาศสะอาด ยิ่งซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมที่ไรเดอร์เผชิญอยู่แล้ว และเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐไม่ยอมรับต้นทุนชีวิตของแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

4. คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ได้วิเคราะห์ปัญหาในระดับโครงสร้าง โดยเชื่อมโยงประเด็นอากาศสะอาดเข้ากับประวัติศาสตร์การกดทับแรงงานในสังคมไทย ท่านชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิความเสมอภาค แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์ม กลับไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายสวัสดิการสังคมได้

คุณสาวิทย์เน้นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดอยู่เพียง PM2.5 แต่รวมถึงสารพิษอุตสาหกรรมและมลภาวะในพื้นที่ผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงงานและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ท่านวิพากษ์นโยบายรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อทุน โดยลดหรือยกเว้นมาตรการคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ในมุมมองของคุณสาวิทย์ การตัดกลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้งออกจากกฎหมายอากาศสะอาดเป็นการละเมิดหลักความเป็นธรรมอย่างร้ายแรง และสะท้อนว่ารัฐยังไม่ยอมรับคุณค่าชีวิตของแรงงานฐานราก ท่านย้ำว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยพลังของประชาชนและการแสดงออกเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์

5. ดร.อดิสรณ์ เลิศสินทรัพย์ทวี นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศของไรเดอร์ โดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัด PM2.5 ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์การทำงานจริง งานวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ค่า PM2.5 ที่ไรเดอร์สูดดมในชีวิตประจำวันสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดอย่างมาก และแตกต่างจากข้อมูลที่รายงานโดยสถานีตรวจวัดทั่วไป

ดร.อดิสรณ์อธิบายว่า งานวิจัยนี้ช่วยยืนยันเชิงประจักษ์ว่า “อากาศเดียวกัน” ไม่ได้ถูกสูดดมอย่างเท่าเทียม และแรงงานกลางแจ้งต้องเผชิญความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในระบบข้อมูลภาครัฐ ท่านยังสะท้อนประสบการณ์การทำงานร่วมกับไรเดอร์ ซึ่งพบว่าแม้แรงงานจะตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ไม่สามารถลดชั่วโมงการทำงานหรือหยุดพักได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้

ในเชิงนโยบาย ดร.อดิสรณ์เสนอว่าข้อมูลเชิงวิชาการควรถูกนำมาใช้สนับสนุนการออกแบบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะการยืนยันสถานะของผู้ทำงานกลางแจ้งในฐานะกลุ่มเปราะบางตามร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....


บทสรุปจากการจัดเสวนา เวทีที่ 2

1. การประชุมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มิได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการออกแบบกฎหมายสาธารณะของรัฐไทยโดยตรง เวทีเสวนาดังกล่าวทำหน้าที่เป็นพื้นที่บูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการ ภาคประชาชน และ
ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับแนวคิด “สิทธิที่จะไม่ตายก่อนวัยอันควร”
ในบริบทของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….

2. สาระสำคัญจากการอภิปรายชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเรื่อง “กลุ่มเปราะบาง” ต้องถูกทำความเข้าใจใหม่บนฐานของกรอบสากล โดยเฉพาะกรอบเซนไดว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งอธิบายว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพเป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างภัยคุกคาม การรับสัมผัส และความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เมื่อนำกรอบดังกล่าวมาประยุกต์กับปัญหามลพิษทางอากาศ จะเห็นได้ชัดว่าผู้ทำงานกลางแจ้งเป็นกลุ่มที่มีการรับสัมผัสมลพิษในระดับสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีข้อจำกัดในการลดหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากกว่าประชากรทั่วไป

3. ในมิติทางการแพทย์และสาธารณสุข หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยยืนยันว่า ผลกระทบของ PM2.5 มิได้จำกัดอยู่เพียงโรคทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แม้ในกลุ่มประชากรที่ไม่มีโรคประจำตัวเดิม ความเข้าใจนี้ทำให้การจำกัดนิยามกลุ่มเปราะบางเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเรื้อรัง ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบัน

4. ข้อมูลจากภาคประชาชนและแรงงานสะท้อนภาพความเปราะบางเชิงโครงสร้างของแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์มอย่างเด่นชัด แรงงานกลุ่มหาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และไรเดอร์ ต้องทำงานกลางแจ้งภายใต้เงื่อนไขรายได้ไม่แน่นอน ขาดหลักประกันทางสังคม และไม่สามารถหยุดงานได้แม้ในช่วงที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตราย การเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศจึงนำไปสู่การสูญเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการสะสมหนี้สินในระยะยาว ซึ่งสะท้อนความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นระบบ

5. หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านสิ่งแวดล้อม โดยแสดงให้เห็นว่า “อากาศเดียวกัน” มิได้ถูกสูดดมอย่างเท่าเทียม ค่า PM2.5 ที่แรงงานกลางแจ้ง โดยเฉพาะไรเดอร์ สูดดมในชีวิตประจำวันสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอย่างมีนัยสำคัญ และแตกต่างจากข้อมูลที่รายงานโดยสถานีตรวจวัดทั่วไป ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของระบบข้อมูลภาครัฐ และชี้ให้เห็นความจำเป็นของการใช้หลักฐานเชิงวิชาการในการออกแบบนโยบายและกฎหมาย

ในเชิงกฎหมายและสิทธิมนุษยชน การประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า การบรรจุผู้ทำงานกลางแจ้งไว้ในนิยาม “กลุ่มเปราะบาง” ของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มีความถูกต้อง
ทั้งในเชิงวิชาการ จริยธรรม และหลักความเสมอภาคในทางกฎหมาย ความพยายามตัดกลุ่มดังกล่าวออกจากการคุ้มครองสะท้อนมุมมองที่มองต้นทุนงบประมาณของรัฐเป็นศูนย์กลาง โดยละเลยต้นทุนด้านสุขภาพ ชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แรงงานและครอบครัวต้องแบกรับในระยะยาว

6. โดยสรุป เวทีเสวนานี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มิใช่เพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกฎหมายเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิ
ในการมีชีวิตและสุขภาพของประชาชน การคงไว้ซึ่งนิยามกลุ่มเปราะบางที่ครอบคลุมผู้ทำงานกลางแจ้งจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเป็นธรรมทางสังคม และเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐในการยืนยันหลักการ
“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนฐานรากซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของสังคมไทย



สรุปผลการจัดเสวนา เวทีที่ 3

”ทำไมเราต้องมีเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และกองทุนในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด?”

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 -11.30 น.
ณ ห้อง EC 5205 ชั้น 2 อาคารปฏิบัติการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


1. รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

3. คุณสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย

ดำเนินรายการ โดยรศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อุปนายก คนที่ 1 สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


สรุปประเด็นจากการจัดเสวนา

1. ความสำคัญของการมีเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และกองทุนในร่างพรบ.อากาศสะอาด

1.1 รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย

(1) ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อชีวิตและสังคม มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลกถึง 7 ล้านคนต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบเศรษฐกิจผ่านการสูญเสียผลิตภาพแรงงานและภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาล ที่สำคัญปัญหานี้ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยมักขาดทรัพยากรในการป้องกันตัวและเข้าถึงการรักษาได้ยากกว่าคนรวย อากาศสะอาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและความเป็นธรรมทางสังคม

(2) ความหลากหลายของแหล่งกำเนิดมลพิษ มลพิษทางอากาศมาจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ทั้งจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคคมนาคม การเผาพื้นที่เกษตรกรรม และปัญหาไฟป่าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีอาคารหนาแน่นซึ่งมักเกิดการสะสมตัวของมลพิษได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันจนไม่สามารถแยกจัดการเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งได้

(3) สาเหตุเชิงโครงสร้างและแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ ต้นตอสำคัญของปัญหาคือความล้มเหลวของระบบตลาดที่ราคาพลังงานในปัจจุบันไม่ได้สะท้อน "ต้นทุนที่แท้จริง" ซึ่งรวมถึงค่าความเสียหายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต เมื่อการก่อมลพิษไม่มีต้นทุนที่ต้องจ่าย ผู้บริโภคและภาคธุรกิจจึงขาดแรงจูงใจในการลดการปล่อยมลพิษ ในขณะที่ผู้ประกอบการที่พยายามรักษาสิ่งแวดล้อมกลับต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและเสียเปรียบในการแข่งขัน

(4) บทบาทของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีคาร์บอนหรือการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ช่วยลดมลพิษได้ด้วยต้นทุนทางสังคมที่ต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจด้านราคา
ซึ่งสอดคล้องกับความตื่นตัวของประชาชนในปัจจุบันที่ยินดีสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เพื่อแลกกับคุณภาพอากาศและชีวิตที่ดีขึ้น

(5) มาตรการเชิงรุกในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดบูรณาการเครื่องมือสามกลุ่มเพื่อปรับสมดุลพฤติกรรม ได้แก่ มาตรการเชิงลงโทษ (Sticks) อย่างภาษีและค่าธรรมเนียม มาตรการเชิงสนับสนุน (Carrots) เช่น เงินอุดหนุนเพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี และมาตรการกึ่งกลางอย่างระบบสิทธิการปล่อยมลพิษที่ซื้อขายได้ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมสีเขียวและการปรับตัวอย่างยั่งยืนในทุกระดับ

(6) กองทุนอากาศสะอาดเป็นกลไกทางการเงินเพื่อความคล่องตัว กองทุนอากาศสะอาดทำหน้าที่เป็นหัวใจทางการเงินที่บริหารจัดการรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมมลพิษโดยตรง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการลดการปล่อยมลพิษ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และรับมือกับวิกฤตเร่งด่วน เช่น ไฟป่า ความคล่องตัวของกองทุนนี้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอระบบงบประมาณประจำปีที่ล่าช้า

1.2 รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

(1) การกำหนดสิทธิและความเป็นธรรมในมิตินิติเศรษฐศาสตร์ หัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเริ่มต้นจากการใช้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์เพื่อกำหนดสิทธิให้ชัดเจน โดยกฎหมายยืนยันว่าสิทธิในการสูดอากาศสะอาดเป็นของประชาชนตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก ซึ่งการกำหนดเช่นนี้ส่งผลให้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) มีผลบังคับใช้อย่างชอบธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับประชาชนหรือผู้รับผลประโยชน์ที่ต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินซื้ออากาศสะอาดเอง นอกจากนี้ กฎหมายยังมุ่งสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันเอื้อให้ผู้ก่อมลพิษมีต้นทุนต่ำกว่าและได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือผู้ประกอบการที่พยายามรักษาสิ่งแวดล้อม การใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมจึงเป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม พร้อมกับการใช้กลไกกองทุนอากาศสะอาดเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดแคลนทุนรอนและเทคโนโลยี ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่กระบวนการผลิตที่สะอาดได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

(2) การบูรณาการเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สู่ระบบอากาศสะอาดที่ยั่งยืน แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามปริมาณคาร์บอน ภาษีรถยนต์ตามประสิทธิภาพการเผาไหม้ หรือค่าธรรมเนียมจัดการขยะและน้ำเสีย แต่เครื่องมือเหล่านี้ยังคงทำงานแยกส่วนและกระจัดกระจายไปตามแต่ละหน่วยงาน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดจึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกฎหมายสำคัญที่จะรวบรวมและเชื่อมโยงเครื่องมือเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นตัวผลักดันให้เกิดการปรับพฤติกรรม ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกองทุนที่นำรายได้จากผู้ก่อมลพิษกลับมาหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน แทนการดึงงบประมาณปกติที่มาจากภาษีรวมของประชาชน กลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดมลพิษ แต่เป็นการออกแบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นทั้งประสิทธิภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมกัน

1.3 คุณสฤณี อาชวานันทกุล

(1) เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์: เงื่อนไขจำเป็นสู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่แท้จริงไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการจูงใจหรือความสมัครใจแบบ "แครอท" ได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากแนวทางนี้มักเปิดช่องให้ผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่เลือกปฏิบัติได้ตามความพอใจ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบของ มาตรการภาคบังคับหรือ "Stick" จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดมาตรฐานพื้นฐานและบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รายได้ที่จัดเก็บจากบทลงโทษเหล่านั้นยังสามารถนำกลับมาหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทุนรอนให้สามารถปรับตัวได้ การผสมผสานทั้งแรงจูงใจและการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน

(2) บทบาทและความรับผิดชอบของสถาบันการเงินในห่วงโซ่สีเขียว แม้สถาบันการเงินจะไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่ในฐานะผู้จัดสรรเงินทุน การตัดสินใจให้สินเชื่อจึงมีผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางของภาคธุรกิจ ปัจจุบันธนาคารไทยหลายแห่งได้เริ่มยกระดับมาตรฐานการให้สินเชื่ออย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้ลูกค้าธุรกิจต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศและใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด (BAT) เพื่อลดการปล่อยสารอันตราย รวมถึงการปฏิเสธสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่าหรือการเผาพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยเหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงกำหนดความรับผิดทางแพ่งของสถาบันการเงินไว้เป็นกลไกกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ให้ความเป็นธรรมโดยมีเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดหากสถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบประเมินและติดตามความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติของ OECD ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

2. ผลกระทบหากมีการตัดระบบฝากไว้ได้คืน และความจำเป็นของการมีระบบฝากไว้ได้คืนทั้งในเชิงวิชาการและในเชิงหลักการ

2.1 รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย

ต้นตอของมลพิษทางอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมหรือการคมนาคมเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุสำคัญมาจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะขยะพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรในพื้นที่ห่างไกลซึ่งระบบจัดเก็บขยะของรัฐเข้าไม่ถึง ส่งผลให้การ "เผา" กลายเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่สร้างความเสียหายสูงสุด เนื่องจากเป็นการปลดปล่อยควันพิษและสารเคมีอันตรายสู่ชั้นบรรยากาศ

ดังนั้น ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะกลไกสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ที่เปลี่ยน "ขยะ" ให้กลายเป็น "มูลค่า" ผ่านเงินมัดจำ ซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมการเก็บรวบรวมซากบรรจุภัณฑ์เพื่อนำมาคืนแทนการทิ้งหรือเผาทำลาย ระบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณมลพิษอากาศที่เกิดจากการเผาขยะอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการปิดช่องว่างของการรั่วไหลของเศษซากผลิตภัณฑ์ออกจากระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องอีกด้วย

2.2 รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

ความจำเป็นของระบบฝากไว้ได้คืนเหมือนกับ "ชุดเครื่องมือของช่าง" โดยมองว่าการจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพนั้น รัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาษี ค่าธรรมเนียม หรือระบบมัดจำ เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีบริบทและต้นทุนในการจัดการที่แตกต่างกัน การตัดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งออกไปจะทำให้รัฐขาดความพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนในเชิงวิชาการ ระบบนี้อาจไม่ได้เหมาะกับสินค้าทุกชนิด แต่จะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อการนำซากผลิตภัณฑ์กลับคืนมายังผู้ผลิตหรือร้านค้ามีต้นทุนที่ต่ำกว่าการให้ผู้บริโภคหรือรัฐไปบำบัดเอง หากเราตัดระบบนี้ออกไป
จะส่งผลให้ต้นทุนในการบำบัดและกำจัดมลพิษในภาพรวมของสังคมสูงขึ้นเกินความจำเป็น ดังนั้น ความอยู่รอดของระบบนี้จึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมทางเทคโนโลยีและต้นทุนการจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

2.3 คุณสฤณี อาชวานันทกุล

ความสำคัญของระบบฝากไว้ได้คืน คือเป็นกลไกที่สร้างแรงจูงใจทั้งในเชิงบังคับและเชิงสนับสนุน (Stick and Carrot) ในด้านหนึ่ง ระบบนี้ทำหน้าที่สะท้อน "ต้นทุนภายนอก" (Externalities) เช่น ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยจากมลพิษ ให้กลับมาเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านราคามัดจำ และในอีกด้านหนึ่ง ระบบนี้ยังทำหน้าที่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อตลาดว่า พฤติกรรมใดที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น โดยความจำเป็นของระบบนี้ยังผูกพันอยู่กับการขับเคลื่อนนวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เช่น การเปลี่ยนผ่านจาก "สินค้า" ไปสู่ "บริการ" (Product as a Service) ที่เน้นผลลัพธ์การใช้งานมากกว่าการครอบครองวัสดุ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่มีน้ำหนักมากพอในการปรับเปลี่ยนแรงจูงใจ หากมาตรการเหล่านี้ถูกตัดออกหรือถูกทำให้อ่อนแอลงจนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้
ก็จะเป็นการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต

3. การเก็บภาษี/ค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมเป็นการเพิ่มภาระผู้ผลิตและประชาชนหรือไม่ และหาก
ไม่เก็บหรือเก็บน้อยได้หรือไม่ จะเกิดผลอย่างไร

3.1 รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย

ภาษีสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระที่ซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือสร้าง "สนามแข่งขันที่เท่าเทียม" (Level Playing Field) เพราะในปัจจุบันราคาสินค้ายังไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงต่อสังคม (External Costs) ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดในตลาด การเก็บภาษีจึงเป็นการดึงเอาต้นทุนเหล่านี้กลับเข้ามาในระบบ (Internalize) เพื่อให้ผู้ที่ก่อมลพิษต้องแบกรับต้นทุนที่ตนสร้างขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุดในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเกิดผลประโยชน์สองต่อ (Double Dividend) คือรัฐจะมีรายได้เพื่อนำไปเกลี่ยกลับมาลงทุนในกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือลดภาษีประเภทอื่นที่สร้างภาระให้กับสังคมแทน

3.2 รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

ภาษีสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การเก็บแบบเหมาเข่ง แต่เป็นภาษีที่เลือกเก็บเฉพาะผู้ที่ไม่ปรับตัว หากธุรกิจเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นนวัตกรรมสีเขียวก็ไม่ต้องแบกรับภาระนี้ ที่สำคัญคือต้องเปรียบเทียบระหว่าง "ภาระภาษี" กับ "ภาระที่สะสมอยู่ในปอดของประชาชน" ซึ่งความสูญเสียทางสุขภาพจาก PM2.5 มีมูลค่าสูงถึงหมื่นล้านบาทต่อปีและส่งผลกระทบต่อคนนับสิบล้านคน ดังนั้นการเก็บภาษีจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก เพราะภาระทางการเงินของบริษัทที่ก่อมลพิษนั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับต้นทุนชีวิตและสุขภาพที่ประชาชนต้องแบกรับมาตลอด

3.3 คุณสฤณี อาชวานันทกุล

ต้องยึดหลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) หากไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี กฎหมายอากาศสะอาดจะกลายเป็นเพียง "กระดาษแผ่นหนึ่ง" ที่ไม่มีสภาพบังคับ สิ่งที่ภาคเอกชนเรียกว่า "ภาระ" แท้จริงแล้วคือ "ความรับผิดชอบ" ต่อต้นทุนที่ตนเองผลักให้สังคมแบกรับมาโดยตลอด การใช้มาตรการทางภาษีจะช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้เร็วขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะการลดต้นทุนทางสุขภาพมหาศาลของประเทศ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถนำทรัพยากรไปใช้ดูแลผู้ป่วยในกรณีที่จำเป็นอย่างแท้จริง แทนการรักษาโรคจากมลพิษที่สามารถป้องกันได้

4. การตัดกองทุนอากาศสะอาด จะเกิดผลกระทบต่อการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศหรือไม่

4.1 รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาใช้สร้างแรงจูงใจในการลดมลพิษจำเป็นต้องมีเม็ดเงินขับเคลื่อนที่แน่นอน หากต้องพึ่งพิงเพียงงบประมาณปกติจากกระทรวงหรือกรมต่าง ๆ มักจะประสบปัญหาการถูกตัดงบหรือต้องไปแข่งขันกับนโยบายด้านอื่น ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของปัญหามลพิษที่ไม่สามารถคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมล่วงหน้าได้ชัดเจน การขาดกองทุนเฉพาะทางจะทำให้การเยียวยาประชาชนที่เจ็บป่วยจาก PM2.5 กว่า 10 ล้านคนเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทันท่วงที เพราะกระบวนการงบประมาณปีต่อปีนั้นขาดความต่อเนื่องและไม่สามารถรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

4.2 รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

มองความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างวินัยการเงินการคลังของกระทรวงการคลังกับการปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าระบบงบประมาณปกติมักยึดตามเสียงข้างมากในสภา ซึ่งมักละเลยเสียงของคนส่วนน้อย โดยเฉพาะเด็กเล็กหรือคนรุ่นอนาคตที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งแต่ต้องรับผลกระทบจากมลพิษ กองทุนอากาศสะอาดจึงเป็นกลไกการคลังสาธารณะที่จำเป็นในการปกป้องสิทธิของคนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ท่านให้ข้อสังเกตว่ากองทุนต้องมีเงินไหลเข้าที่มากพอและต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้กลายเป็นกองทุนที่ "แห้ง" หรือขาดประสิทธิภาพเหมือนกองทุนสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

4.3 คุณสฤณี อาชวานันทกุล

หากไม่มีกองทุนนี้ เงินที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาจะถูกโอนเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่เงินอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เพื่ออากาศสะอาดจริงๆ เพราะต้องรอการตัดสินใจจัดสรรจากส่วนกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากแหล่งกำเนิดมลพิษมีความหลากหลายและเครื่องมือที่ใช้จัดการมีความซับซ้อน การมีกองทุนที่มีโครงสร้างการบริหารชัดเจนและมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วม
จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างต้นแบบการจัดการเงินสาธารณะที่ดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ยังช่วยสนับสนุนกลุ่มคนที่ปรับตัวได้ยากให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้ไปได้

5. เหตุผลที่สถาบันการเงินต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาอากาศสะอาด

5.1 รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย

ธนาคารคือแหล่งเงินทุนหลักของเศรษฐกิจทุกประเภท และการเพิ่มมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในระบบการประเมินสินเชื่อไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่เป็น "การช่วยลูกค้าปรับตัว" เพื่อรับมือกับกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการด้านการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หากธนาคารไม่เริ่มประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ ทั้งธนาคารและลูกค้าอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงในอนาคตเมื่อกฎระเบียบสากล
ถูกบังคับใช้อย่างฉับพลัน การกำหนดบทบาทไว้ในกฎหมายจึงเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถยืนหยัดได้ในเวทีโลก

5.2 รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

คำถามเรื่องความรับผิดชอบของสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมไปแล้ว โดยมองว่าหน้าที่ของธนาคารเปรียบเสมือน "ภาษีมลพิษในรูปแบบหนึ่ง" ที่สกัดกั้นไม่ให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การเก็บบทบัญญัตินี้ไว้จึงสำคัญมากในการสร้าง Level Playing Field หรือสนามแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะหากไม่มีกฎหมายบังคับ สถาบันการเงินที่ลงทุนปรับตัวเป็นธนาคารสีเขียวไปแล้วจะเสียเปรียบสถาบันการเงินที่เพิกเฉย การมีกฎหมายจึงเป็นการบังคับให้ทุกภาคส่วนปรับตัวไปพร้อมกันและป้องกันไม่ให้ใครได้ประโยชน์จากการไม่ทำหน้าที่ดูแลสังคม

5.3 คุณสฤณี อาชวานันทกุล

ในปัจจุบันสถาบันการเงินไทยได้เดินหน้าสู่ยุคการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) จนไม่สามารถถอยหลังกลับได้แล้ว เพราะหากธนาคารละทิ้งมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างรุนแรง การระบุบทบาทของสถาบันการเงินไว้ในกฎหมายจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็น "เครื่องกระตุ้น" ที่เปลี่ยนจากการพูดลอย ๆ มาเป็นการสร้างระบบจัดการความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขันในการพัฒนามาตรฐานความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลสากลที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต โดยเน้นว่าควรเป็นเรื่องของการพิสูจน์การจัดการความเสี่ยงมากกว่าการลงโทษแบบอัตโนมัติ

5.4 รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม (ความเห็นเพิ่มเติมจากผู้เข้าฟังการเสวนา)

(1) ความรับผิดของสถาบันการเงิน บทบัญญัตินี้ถูกออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง ทั้งสถาบันการเงินระดับประเทศและระดับสากล โดยมีเจตนารมณ์เพื่อสร้าง "พื้นที่ยืนที่ชอบธรรม" และ "นวัตกรรม" ให้แก่สถาบันการเงินมากกว่าการมุ่งเน้นลงโทษ การร่างกฎหมายที่มี 3 ย่อหน้า ซึ่งประกอบด้วยหลักการความรับผิด การจำกัดวงเงิน และข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbor) ถือเป็นกลไกที่เอื้อเฟื้อต่อสถาบันการเงินที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG อยู่แล้ว เพราะหากสถาบันการเงินมีระบบการประเมินที่ดีงามตามมาตรฐานสากลย่อมได้รับการยกเว้นความรับผิดทันที ในทางกลับกันหากตัดบทบัญญัตินี้ออก สถาบันการเงินกลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงกว่าจากการถูกฟ้องร้องต่อศาลโดยไม่มีเกณฑ์คุ้มครองที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงทางการค้าอย่างรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

(2) การคัดค้านระบบฝากไว้ได้คืน โดยหน่วยงานรัฐบางส่วน ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ถอยหลังและย้อนแย้งกับหัวใจสำคัญของกฎหมายอากาศสะอาดที่เน้น "การบูรณาการ" (Integration) เนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเอกเทศ แต่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค
ไปจนถึงการจัดการของเสียที่ปลายทางซึ่งมักจบลงด้วยการเผา การอ้างว่ามีกฎหมายอื่นดูแลอยู่แล้วจึงเป็นการมองปัญหาแบบแยกส่วนและทำให้การจัดการกลายเป็น "เบี้ยหัวแตก" เหมือนในอดีต ดังนั้นการคงบทบัญญัตินี้ไว้จึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดการจัดการมลพิษจากทุกต้นทางอย่างครบวงจร โดยรัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อผู้ตัดสินใจนโยบายถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศมลพิษที่ไม่อาจตัดขาดจากกันได้

(3) ความเสี่ยงต่อการเกิดกฎหมายฟอกเขียว (Greenwashing Regulation)
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทยที่ยังขาดกฎหมายต่อต้านการฟอกเขียวที่เข้มแข็ง การที่หน่วยงานหรือสถาบันการเงินเน้นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ เช่น การออกแถลงการณ์หรือการตัดริบบิ้นเปิดงาน แต่กลับพยายามตัดบทบัญญัติที่เป็นเครื่องมือหรือ "เขี้ยวเล็บ" ในทางปฏิบัติออกไป จะส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลวงตาที่ทำลายความเชื่อถือและบิดเบือนหลักความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากภายใน หากกลไกสำคัญถูกทุบทำลายทิ้ง กฎหมายนี้จะกลายเป็นเพียงการ "ฟอกเขียว"
ในระดับโครงสร้างที่ซ่อนปัญหาจริงไว้ภายใต้ถ้อยคำที่สวยหรู แต่ไร้ผลในทางปฏิบัติ

(4) หน้าที่ของรัฐตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชน โดยเมื่อมีการประกาศว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการ "เคารพ คุ้มครอง และทำให้เป็นจริง" (Respect, Protect, Fulfill) ตามหลักสากล ICCPR ซึ่งหมายความว่ารัฐต้องจัดให้มีระบบการเงินการคลังและกองทุนที่ตอบสนองต่อสิทธินี้ได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปรอขอ "ความเมตตา" จากระบบงบประมาณรายปีที่ไม่มีความแน่นอน การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดจึงเป็นข้อยกเว้นที่จำเป็นอย่างยิ่งจากระบบภาษีทั่วไป เพื่อเป็นหลักประกันว่าสิทธิในอากาศสะอาดจะไม่กลายเป็นเพียง "สิทธิที่ลอยอยู่" แต่สามารถเข้าถึงและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม หากรัฐตรากฎหมายที่พิกลพิการจนไม่สามารถคุ้มครองสิทธิได้จริง ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะฟ้องร้องรัฐต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทวงถามหน้าที่ตามพันธกรณีที่มีต่อประชาชน


บทสรุปจากการจัดเสวนา เวทีที่ 3

หัวใจหลักของกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงการวางระเบียบข้อบังคับทั่วไป แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์เพื่อรับรองว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" ของประชาชนทุกคน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

(1) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ ต้นตอของปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 เกิดจากความล้มเหลวของระบบตลาดที่ราคาพลังงานและสินค้าไม่สะท้อน "ต้นทุนที่แท้จริง" ต่อสุขภาพและสังคม การมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทั้งมาตรการเชิงบังคับ (Sticks) เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม และมาตรการเชิงสนับสนุน (Carrots) เช่น เงินอุดหนุน จึงไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่เป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Level Playing Field) เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้องแบกรับต้นทุนที่ตนสร้างขึ้นตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) หากกฎหมายขาดเครื่องมือเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษที่ไร้สภาพบังคับ และปล่อยให้ภาระทางสุขภาพที่มีมูลค่ามหาศาลตกอยู่กับปอดของประชาชนต่อไป

(2) กองทุนอากาศสะอาดในฐานะหัวใจของการบริหารจัดการ การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเป็นกลไกทางการเงินที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้าง "ความคล่องตัว" และ "ความต่อเนื่อง" ซึ่งระบบงบประมาณปกติไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนและซับซ้อนได้ กองทุนนี้จะทำหน้าที่เป็นหลักประกันว่ารายได้ที่เก็บจากภาษีมลพิษจะถูกนำกลับมาใช้เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย และรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟป่า ได้ทันท่วงที การตัดกองทุนนี้ออกจึงเท่ากับการตัดแขนขาของกฎหมาย ทำให้สิทธิในอากาศสะอาดกลายเป็นเพียงสิทธิที่เลื่อนลอยและเข้าไม่ถึงจริง

(3) ระบบฝากไว้ได้คืนและการจัดการมลพิษจากต้นทาง ที่ประชุมเน้นย้ำว่ามลพิษทางอากาศไม่ได้มาจากปล่องโรงงานเท่านั้น แต่มาจากการเผาขยะและบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรในพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า กระตุ้นให้เกิดการส่งคืนซากผลิตภัณฑ์กลับสู่ระบบบำบัดที่ถูกต้องแทนการเผา การตัดกลไกนี้ออกจะทำให้รัฐเสียโอกาสในการใช้นวัตกรรมจัดการมลพิษ และส่งผลให้ต้นทุนในการกำจัดขยะของสังคมโดยรวมสูงขึ้นเกินความจำเป็น

(4) ความรับผิดชอบของสถาบันการเงินและหลักธรรมาภิบาล ในมิติของห่วงโซ่ธุรกิจ สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดสรรทุน ซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบต่อการปล่อยมลพิษผ่านการคัดกรองสินเชื่อตามมาตรฐาน ESG การระบุความรับผิดทางแพ่งของสถาบันการเงินในกฎหมายไม่ได้มุ่งเน้นการลงโทษ แต่เป็นการสร้าง "เกณฑ์คุ้มครอง" (Safe Harbor) ให้แก่ธนาคารที่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และกระตุ้นให้ภาคการเงินเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว หากปราศจากบทบัญญัตินี้ สถาบันการเงินไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการฟ้องร้องที่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนและเสียเปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก

(5) ข้อควรระวังต่อการฟอกเขียวในระดับโครงสร้าง ประเด็นสุดท้ายที่น่ากังวลคือ หากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามตัด "เขี้ยวเล็บ" หรือเครื่องมือเชิงปฏิบัติเหล่านี้ออกไป กฎหมายอากาศสะอาดจะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "กฎหมายฟอกเขียว" (Greenwashing Regulation) คือมีหน้าตาที่สวยหรูแต่ไร้ผลในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายความเชื่อถือของประชาชน แต่ยังถือเป็นการละเลยหน้าที่ของรัฐตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนสากลในการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชนอีกด้วย ดังนั้นการคงไว้ซึ่งกลไกที่ครบถ้วนทั้งกองทุน เครื่องมือภาษี และระบบความรับผิดชอบ จึงเป็นเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้แก้ไขปัญหามลพิษได้อย่างยั่งยืน




บทสรุปส่งท้าย


บทสรุปจากการจัดเสวนาเวทีสาธารณะทั้ง 3 เวทีโดยสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 ได้บทเรียนสำคัญที่ได้รับคือ ความตระหนักว่ามลพิษทางอากาศไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนซึ่งต้องอาศัยการแก้ไขผ่านมิติกฎหมาย สิทธิมนุษยชน สุขภาพ ความเป็นธรรม และเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สอดคล้องกับบริบทความจริง

ข้อค้นพบประการแรกจากเวทีการเสวนาชี้ให้เห็นว่า อากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนสากลและเป็นพันธกรณีที่รัฐไทยไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เอื้อต่อสุขภาพ และยั่งยืน ได้รับการรับรองในระดับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แล้ว การคงถ้อยคำ "เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ไว้ในร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้ จึงช่วยให้มาตรฐานสากลสามารถนำมาบังคับใช้ในระบบกฎหมายไทยได้ทันที ซึ่งหากมีการตัดถ้อยคำเหล่านี้ออก จะถือเป็นการถดถอยและขัดแย้งกับท่าทีของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างชัดเจน

ในมิติของความเป็นธรรมทางสังคม บทเรียนจากเวทีเสวนาได้สะท้อนให้เห็นว่า "อากาศเดียวกัน" ไม่ได้ถูกสูดดมอย่างเท่าเทียม แนวคิดเรื่องกลุ่มเปราะบางจึงต้องถูกขยายความครอบคลุมไปถึงผู้ทำงานกลางแจ้ง เช่น ไรเดอร์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการที่ไม่มีทางเลือกในการหยุดงานหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลักฐานทางวิชาการยืนยันว่าแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับค่ามลพิษที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากภาวะอักเสบเรื้อรัง ดังนั้น การบรรจุผู้ทำงานกลางแจ้งไว้ในนิยามกลุ่มเปราะบางจึงเป็นเรื่องของความถูกต้องทั้งในเชิงจริยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

นอกจากมิติทางสิทธิแล้ว การมี "เขี้ยวเล็บ" ในทางปฏิบัติผ่านเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกองทุนอากาศสะอาดถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นเพียงกระดาษที่ไร้สภาพบังคับ การใช้มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียมตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" จะช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและจูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่กองทุนอากาศสะอาดจะเป็นกลไกทางการเงินที่มีความคล่องตัวในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอระบบงบประมาณปกติที่มักจะล่าช้าและมีความไม่แน่นอนสูง

บทเรียนประการสุดท้าย คือ การเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน รวมถึงสถาบันการเงินที่ต้องเข้ามามีบทบาทในการคัดกรองการให้สินเชื่อตามมาตรฐาน ESG เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามตัดเครื่องมือเชิงปฏิบัติเหล่านี้ออกไป กฎหมายอากาศสะอาดจะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง "กฎหมายฟอกเขียว" ที่มีไว้เพื่อสร้างภาพลวงตาแต่ไร้ผลในการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง


Share
sharefbxx