โครงการเสวนาทางวิชาการเนื่องในวันอากาศสะอาดโลก “มาหายใจให้เต็มปอด: Breathe Hope”


เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 08.30 – 17.30 น. ณ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และผ่านระบบออนไลน์ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ร่วมกับศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และศูนย์วิจัยทางกฎหมายและการบริการวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดโครงการเสวนาทางวิชาการเนื่องในวันอากาศสะอาดโลก “มาหายใจให้เต็มปอด: Breathe Hope”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของวันอากาศสะอาดโลก (International Day of Clean Air for Blue Skies) ซึ่งตรงกับวันที่ 7 กันยายนของทุกปี และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจกับรัฐและทุกภาคส่วนเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมและสิทธิในอากาศสะอาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในสิ่งแวดล้อมผ่านร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...





เริ่มงาน เวลา 08.30 น. โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน

สำหรับพิธีกรหลักของงานได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช อุปนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ อาจารย์ประจำคณะคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...







เวลา 08.45 น. เปิดตัวเพลง “ลมหายใจในความหวัง” อย่างเป็นทางการ ซึ่งประพันธ์เนื้อร้อง โดย รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และประพันธ์ทำนอง โดย คุณวิชัย ปุญญะยันต์ ศิลปินชื่อดังวงพิงค์แพนเตอร์ (สามารถรับฟังได้ที่ https://youtu.be/6SV6_6FcBJM?si=a494P091O-VD9Cxy)

การเสวนาในช่วงเช้า (Live ทางเพจสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ https://www.facebook.com/100069312125516/videos/2000262410742575)

การเสวนา ช่วงที่ 1 เวลา 09.00 – 10.15 น.

การเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม : การนำ UN Resolution on Right to Environment มาสู่การปฏิบัติ”

วิทยากร ประกอบด้วย

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

  • สรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและด้านคุ้มครองเด็ก
  • วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai)
  • สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
  • ดร. อนันต์ คงเครือพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักประธานศาลปกครองสูงสุด สำนักงานศาลปกครอง

ดำเนินรายการโดย

  • รศ. ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง


สรุปประเด็นสำคัญ

1. แนวคิดและหลักการสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม

  • การรับรองในระดับสากล สิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดที่อยู่ในแวดวงวิชาการมานาน และกำลังก้าวสู่ภาคปฏิบัติในระดับสากล โดยสมัชชาสหประชาชาติ (UN Resolution) ได้ประกาศว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำหลักการนี้มาใช้ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ
  • ประเภทของสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม กสม. พิจารณาจาก 2 มิติหลัก
  • สิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Rights) ครอบคลุมถึงสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การดำรงอยู่ของชุมชน สิทธิของชนรุ่นหลัง รวมถึงการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การมีน้ำสะอาด สุขาภิบาล ที่อยู่อาศัย และอากาศที่ดี ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีชีวิต

  • สิทธิเชิงกระบวนการ (Procedural Rights) ประกอบด้วยสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม การรับฟังความคิดเห็นต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย โดยรัฐต้องให้ข้อมูลครบถ้วนและประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมและเกิดการถกเถียงอย่างแท้จริง

2. สถานการณ์และความเร่งด่วนของปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

  • ผลกระทบจาก PM2.5 ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่หมักหมมมานานและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คุณวิฑูรย์ ระบุว่าปัญหาหมอกควันและฝุ่นพิษในภาคเหนือเพิ่งกลายเป็นปัญหาระดับชาติประมาณปี 2550 และเชื่อมโยงกับการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การเผาป่า ในขณะที่ ดร. อนันต์ เน้นย้ำว่าเราไม่สามารถรอได้อีกแล้ว เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมกระทบชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิดและรุนแรงขึ้น
  • แหล่งกำเนิดมลพิษ แหล่งกำเนิดสำคัญของมลพิษทางอากาศมาจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ โรงไฟฟ้าฟอสซิล และโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการคมนาคมขนส่ง

3. กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ

  • เด็ก โดย คุณสรรพสิทธิ์ ชี้ให้เห็นว่าเด็กเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างยิ่งต่อมลพิษทางอากาศ แม้กระทั่งในครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมองและการอยู่รอด ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 24 และข้อคิดเห็นทั่วไปที่ 26 ได้ขยายความถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กในเรื่องสุขภาพ อากาศสะอาด และความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม
  • นักปกป้องสิทธิ ผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสิ่งแวดล้อมมักถูกฟ้องร้องคดีปิดปาก (SLAPP) จนกลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการคุ้มครอง
  • กลุ่มอื่นๆ สหประชาชาติยังระบุถึงกลุ่มเปราะบางอื่นๆ เช่น สตรี ชาติพันธุ์ คนพิการ และผู้สูงอายุ


4. บทบาทของกฎหมายและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

  • กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมไม่เพียงพอ และมีการตีความมาตรฐานที่แตกต่างกันในแต่ละฉบับ ซึ่งอาจไม่คุ้มครองกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก
  • มีความต้องการกฎหมายกลางที่ควบคุมและกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกัน โดยร่างกฎหมายอากาศสะอาดกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดัน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  • ควรมีการบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้หน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนได้รับผิดชอบร่วมกัน
  • ประเทศไทยเผชิญความท้าทายด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายหลายฉบับยังต้องปรับปรุงแก้ไขให้ทันสถานการณ์ การใช้หลักการชี้แนะธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) เป็นสิ่งสำคัญ

5. คดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) และการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ

  • ลักษณะของคดี SLAPP คุณสฤณี อธิบายว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) คือการฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมของสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดการพูดมากกว่าการชนะคดี โดยมักมีสำนวนฟ้องที่อ่อน ข้อเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินจริง และกำหนดสถานที่ฟ้องที่ห่างไกล
  • แนวทางการรับมือ (ไม่ต้องรอกฎหมาย) คุณสฤณี เสนอ 3 แนวทาง

จัดทำแนวทาง (Guideline) ให้ศาล ใช้ในการพิจารณาปัดตกคดี SLAPP ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ศาลมีเครื่องมือและหลักฐานอ้างอิงในการตัดสิน

รณรงค์ให้บริษัทออกนโยบาย "ไม่ตอบโต้" (non-reprisal/non-retaliation policy) สำหรับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีนโยบายสิทธิมนุษยชน

ส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการประนีประนอมยอมความ ในคดี SLAPP ว่าสามารถต่อรองได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาปิดปากเสมอไป

  • ความสำคัญของกฎหมายต่อต้าน SLAPP ผู้ร่วมเสวนาหลายท่านสนับสนุนให้มีกฎหมายต่อต้าน SLAPP เพื่อปกป้องนักปกป้องสิทธิและส่งเสริมการเรียกร้องสิทธิของประชาชน กสม. ก็ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิด

6. การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

  • ดร. อนันต์ ระบุว่าประชาชนมี 2 ช่องทางหลักในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อม

ศาลปกครอง : สำหรับการฟ้องร้องรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เช่น คดี PM2.5 ในภาคเหนือต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศพื้นที่เขตควบคุมมลพิษ

ศาลรัฐธรรมนูญ : สำหรับกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง (มาตรา 213) หรือกรณีที่รัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ (มาตรา 51, 57)

  • คุณสรรพสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าศาลปกครองมีลักษณะคุ้มครองประชาชนมากกว่าศาลยุติธรรม และเสนอให้มีการปฏิรูปศาลยุติธรรมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในประเด็นการรับคดีที่อาจเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง

7. บทบาทของภาคธุรกิจและเอกชน

  • การขยายตัวของอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และโรงงานอุตสาหกรรม
  • นอกเหนือจากภาครัฐ ควรมีการเรียกร้องให้ภาคเอกชนมีบทบาทและความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม บริษัทต่างๆ ควรมีนโยบายที่สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนและไม่ตอบโต้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์
  • ตัวอย่างความสำเร็จ การรณรงค์แบนสารเคมีอันตราย เช่น พาราควอต โดยใช้ผลวิจัยของ ศาสตราจารย์พรพิมล กองทิพย์ ที่ชี้ให้เห็นการปนเปื้อนในแม่และเด็ก เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแบนสารเคมีได้สำเร็จ

8. การขับเคลื่อนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

  • การทำให้สิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นรูปธรรมเป็นภารกิจที่ยาก แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ (ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย) และภาคประชาชน (ผู้มีสมอง สองมือ และหัวใจ)
  • การผลักดันประเด็นให้ "จุดติด" เครือข่ายอากาศสะอาดประสบความสำเร็จในการผลักดันประเด็น "อากาศสะอาดเป็นสิทธิ" แต่ยังคงต้องต่อสู้กับการพยายามตัดคำว่า "สิทธิ" หรือกลไกสำคัญ เช่น กองทุนอากาศสะอาด ออกจากร่างกฎหมาย ซึ่งจะทำให้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพและขัดต่อหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (polluter pays principle)
  • การขับเคลื่อนไม่เพียงแค่กฎหมาย แต่ยังรวมถึงนโยบาย เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อยกระดับจากความตระหนักรู้ไปสู่จิตสำนึกและจิตวิญญาณ

โดยสรุป เวทีนี้ได้เน้นย้ำว่า แม้ว่าการนำสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมมาสู่ภาคปฏิบัติในประเทศไทยจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมก็สามารถเกิดขึ้นได้

เวลา 10.15 น. พิธีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์สิทธิมนุษยชน หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม” (Environmental Human Rights)โดยการฉายคลิปผลงาน TikTok พร้อมนำเสนอแนวคิด/แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และการมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลทั้งในประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป ร่วมสนับสนุนกิจกรรมการประกวด ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (ดูผลประกาศรางวัล ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1C3yFX45Rw/)




การเสวนา ช่วงที่ 2 เวลา 11.00 – 12.30 น.

การเสวนาเรื่อง “สิทธิในอากาศสะอาด : การหลีกเลี่ยงการตายก่อนวัยอันควร (Premature Death) โดยอาศัยสิทธิในอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (Right to Clean Air for Health)”

วิทยากร ประกอบด้วย

Ms. Astrid Puentes Riaño ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่อสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน

  • รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิมล กาญจนสุธา อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาวัฒน์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • วีณาริน ลุลิตานนท์ ที่ปรึกษากลุ่มธนาคารโลก และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
  • ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง

ดำเนินรายการโดย

  • ดร.นายแพทย์วิรุฬ ลิ้มสวาท อุปนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ คนที่ 2 หัวหน้ากลุ่มวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....





สรุปประเด็นสำคัญ

1. การรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อม: หลักการสากลและพันธกรณีของรัฐ

Ms. Astridเน้นย้ำถึงการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในระดับสากล ดังนี้

  • สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council) ได้รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในมติที่ 48/13 เมื่อปี 2021 และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (General Assembly) ยืนยันว่าเป็นสิทธิมนุษยชนสากล ตามมติที่ 76/300 เมื่อปี 2022 ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันหลายทศวรรษ
  • สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีประกอบด้วย สิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Elements) เช่น อากาศสะอาด ภูมิอากาศที่ปลอดภัย น้ำสะอาดและเพียงพอ อาหารที่ดีและยั่งยืน สภาพแวดล้อมปลอดสารพิษ และระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และ สิทธิเชิงกระบวนการ (Procedural Elements) ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิการมีส่วนร่วมของสาธารณะ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่ทางเลือก แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิมนุษยชน
  • รัฐมีพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบภูมิอากาศ และต้องดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยพิจารณาการจำกัดภาวะโลกร้อนที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามหลักวิทยาศาสตร์ สาเหตุสำคัญคือ การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการใช้สิทธิมนุษยชนอื่นๆ รัฐควรควบคุมและติดตามกิจกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ปกป้องนักปกป้องสิ่งแวดล้อม และต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐาน และการติดตามที่มีคุณภาพ
  • ร่างกฎหมายอากาศสะอาดของไทยมีความสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม โดยให้สิทธิพลเมืองในการรับรู้ข้อมูลคุณภาพอากาศ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเรียกร้องความเป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการร่วมกันของภาคพลเมืองเพื่อเสนอแนวนโยบายและกฎหมาย และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้กับภาคธุรกิจ ยานพาหนะ และมลพิษข้ามพรมแดน รวมถึงการกำหนดโทษปรับสูงสุด 50 ล้านบาท หากมลพิษจากต่างประเทศก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนไทย ซึ่งถือว่าก้าวหน้ากว่าข้อตกลงอาเซียน

2. สถานการณ์มลพิษทางอากาศและผลกระทบเร่งด่วน

  1. Ms. Astrid เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ประสบปัญหาตาอักเสบจาก PM10 สูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และเน้นย้ำว่า "9 ใน 10 คนทั่วโลกหายใจเอาอากาศเป็นพิษ" โดยมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 8 ล้านคนต่อปีจากมลพิษทางอากาศ
  2. คุณสิรินทิพย์ ระบุว่า "PM2.5 มันคือการเป็นมะเร็งแบบตายผ่อนส่ง" เนื่องจากฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า ทำให้สามารถเข้าสู่ปอดได้ง่าย

3. ผลกระทบต่อสุขภาพและกลุ่มเปราะบาง

  1. มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบมากที่สุดต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนยากจน ผู้มีปัญหาสุขภาพ สตรี ชนพื้นเมือง และผู้สูงอายุ
  2. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งปอดในเอเชียเพิ่มขึ้นกว่า 600% โดยในประเทศไทย มีคนเป็นมะเร็งปอดประมาณ 3 คนต่อชั่วโมง และเสียชีวิต 5 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศในด้านอัตราการเกิดโรค ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งปอดมากกว่า 60% ในปัจจุบันไม่ได้สูบบุหรี่ และพบในผู้หญิงหรือผู้มีอายุน้อยมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือ ในขณะที่สถิติทางการแพทย์ชี้ว่า อันดับ 1 ของสาเหตุการเป็นมะเร็งปอดคือการสูบบุหรี่ และ อันดับ 2 คือ PM2.5 โดยการรักษามะเร็งปอดมักพบเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่หายขาด และต้องใช้ยาพุ่งเป้าราคาแพงถึงหลักแสนถึงหลักล้านบาทตลอดชีวิต การทำงานของมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งจึงขอเรียกร้อง "สิทธิในการใช้ชีวิตอยู่ สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี"
  3. คุณสิรินทิพย์กล่าวว่าบริษัทประกันอาจมีนโยบายไม่อนุมัติการทำประกันชีวิตหรือประกันโรคมะเร็งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในพื้นที่ที่มี PM2.5 สูง ซึ่งถือว่ากระทบต่อสิทธิในการใช้ชีวิต โดย ดร. ภาวัฒน์ เสริมว่าในต่างประเทศเริ่มมี "pollution exclusion clause" ในสัญญาประกัน หรือเพิ่มเบี้ยประกันในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง ซึ่งกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตอย่างมาก

4. บทบาทและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ

  1. ธุรกิจพลเมืองดี (Corporate Citizenship) : คุณวีณารินอธิบายว่าธุรกิจไม่สามารถสร้างผลผลิตได้หากไม่มีสังคมและรัฐที่สนับสนุน (เช่น สาธารณูปโภค การศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติ) ดังนั้น ความรับผิดชอบของธุรกิจจึงไม่ควรจำกัดแค่ผู้ถือหุ้น แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ทั้งหมด ได้แก่ พนักงาน คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม
  2. ใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate): ธุรกิจจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตนเข้าไปดำเนินกิจการ ไม่ใช่แค่ใบอนุญาตจากรัฐ คุณวีณารินยกตัวอย่างกรณีเหมืองทองคำอัคราที่การผลิตต้องชะงักเนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
  3. ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: รายงานของธนาคารโลกในปี 2019 ประเมินว่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพในประเทศไทยคิดเป็น 6% ของ GDP
  4. หลักการ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGP): ดร. ภาวัฒน์ อธิบายว่า UNGP ปี 2554 กำหนดให้ภาคธุรกิจควรมี "ความรับผิดชอบ" ในการเคารพสิทธิมนุษยชน หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกตราหน้าว่าเป็นบริษัทที่ "ไม่รับผิดชอบ" ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์และธุรกิจ
    1. 2 "verbs A": ธุรกิจควร "หลีกเลี่ยง" (avoid) การกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษเอง และ "จัดการ" (address) กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานที่ปล่อยมลพิษ
    2. ความมุ่งมั่นในนโยบาย (Policy Commitment) และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence - HRDD): ธุรกิจควรมีนโยบายที่เน้นอากาศสะอาด และทำ HRDD โดยใช้ภาษาที่ธุรกิจเข้าใจ เช่น การตรวจสอบความเสี่ยง HRDD ควรพิจารณารวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทด้วย
  5. การป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing): ดร. ภาวัฒน์กล่าวถึง EU Green Transition Directive ที่กำหนดให้บริษัทที่อ้างว่าผลิตภัณฑ์ยั่งยืนหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐาน
  6. บทบาทของภาคการเงิน: คุณวีณารินชี้ว่าภาคธนาคารและการเงินมีบทบาทสำคัญ เพราะการปล่อยสินเชื่อกำหนดทิศทางของสังคม จึงควรให้ภาคการเงินรับผิดชอบในการพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมก่อนปล่อยสินเชื่อ
  7. ต้นทุนภายนอก (Externality): คุณวีณาริน ชี้ว่ามลพิษทางอากาศเป็น "externality" หรือต้นทุนภายนอกที่ธุรกิจไม่ได้รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายของตนเอง
  8. การสื่อสารกับธุรกิจ: ดร. ภาวัฒน์เสนอว่าต้องสื่อสารกับธุรกิจในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ นั่นคือ "ความเสี่ยง" และ "ผลประโยชน์" การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดจะลดความเสี่ยงในระยะยาว ลดโอกาสถูกฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class action) ภาพลักษณ์เสียหาย และสามารถทำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติที่มีมาตรฐานสูงได้

5. กลไกทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารข้อมูล

  1. ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (AQHI): รศ. ดร. สุวิมล ได้พัฒนา AQHI เพื่อแก้ปัญหา Air Quality Index (AQI) แบบเดิมที่มักแสดงค่าจากสารมลพิษเพียงชนิดเดียว AQHI คำนึงถึง "ผลรวมความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ" จากมลพิษหลายชนิด และมีความ "sensitive" ต่อผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า AQI
  2. การพัฒนา AQHI ใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศและข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของสารมลพิษกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วย
  3. รศ. ดร. สุวิมล เน้นย้ำว่า "ประชาชนควรมีสิทธิที่จะรู้" ความเสี่ยงสุขภาพของตนเอง เพื่อตัดสินใจในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าการนำ AQHI ไปใช้โดยหน่วยงานภาครัฐยังคงเป็นความท้าทาย โดยอยู่บนข้อคิดสำคัญว่า "อากาศมองไม่เห็น แต่ความเสี่ยงรู้ได้" (Air you can't see, but risk you can know)

6. ข้อเสนอแนะ

  1. วิทยากรเห็นตรงกันว่าทุกประเด็นที่พูดมีความเชื่อมโยงกัน และทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสมการนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง "บูรณาการ" การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา เพราะ "รอไม่ได้" โดยนักวิชาการ (พัฒนาเครื่องมือ) ธุรกิจ (ปรับพฤติกรรม) และประชาชน (รับรู้และมีส่วนร่วม) ล้วนมีบทบาทในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า

เวลา 12.30 – 13.00 น. การขับร้องเพลง และแสดงดนตรี เพื่ออากาศสะอาด โดย ศิลปินจิตอาสา ประกอบด้วย คุณอภิชญา จันทร์ทอง คุณธัญฤทัย จตุรธำรง คุณศรัณย์ หล่อพิพัฒน์ และ คุณบูรพา พันธุมโกมล




การเสวนาในช่วงบ่าย (Live ทางเพจคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.facebook.com/ThammasatLaw/videos/1696156234378516/)

การเสวนา ช่วงที่ 3 เวลา 13.00 – 15.00 น.

การเสวนาเรื่อง “กฎหมายอากาศสะอาด”

วิทยากร ประกอบด้วย

  • อาจารย์ ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
  • อาจารย์กัญญารัตน์ โคตรภูเขียว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางกฎหมายและการบริการวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
  • ดนัยภัทร โภควณิช กรรมการสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
  • ณัฐพัชร ทวีวรรณบูลย์ สมาชิกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
  • ดร.สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
  • สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
  • รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาจารย์ ดร.ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดย

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนาชัย สุนทรอนันตชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....


สรุปประเด็นสำคัญ

1. ภาพรวมของร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด

ผศ.ธนาชัย ได้กล่าวถึงสถานะของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... (ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด) ว่าได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว และใช้เวลาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ขณะนี้การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังจะถูกบรรจุวาระเพื่อพิจารณาในส่วนของ ส.ส. ต่อไป โดยร่างนี้เกิดจากการรวม 7 ร่างเดิมเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วยร่างจากภาคประชาชน คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมือง

2. หลักการพื้นฐาน: สิทธิ หน้าที่ และกลไกเชิงโครงสร้าง (หมวด 1 และ หมวด 2)

ดนัยภัทร โภควณิช ได้นำเสนอสาระสำคัญของหมวด 1 และหมวด 2 ของร่างพ.ร.บ.

  • หมวด 1: สิทธิในอากาศสะอาดและหน้าที่ของรัฐ
    • oร่าง พ.ร.บ. นี้ได้นำหลักการสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม มาแปลงเป็นรูปธรรมในกฎหมายไทย โดยสถาปนาให้ บุคคล ชุมชน และประชาชน (ในวงกว้าง) มีสิทธิในอากาศสะอาด
    • oสิทธิในอากาศสะอาด หมายถึง สิทธิที่จะดำรงชีวิตด้วยอากาศสะอาดที่ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่ส่งผลเสียต่อการประกอบอาชีพ โดยครอบคลุมถึงการคุ้มครอง กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทางสุขภาพ ให้ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ
    • oเพื่อให้สิทธิเชิงเนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง จะต้องมีสิทธิเชิงกระบวนการ 3 ประการ ได้แก่
      • สิทธิที่จะรู้และเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับอากาศสะอาด
      • สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการตัดสินใจเกี่ยวกับอากาศสะอาด
      • สิทธิในการเข้าถึงและได้รับความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (เช่น สิทธิในการฟ้องคดี สิทธิในการได้รับการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหาย)
    • oหน้าที่ของรัฐ: เมื่อประชาชนมีสิทธิ รัฐก็มีหน้าที่ต้อง เคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง (ตามหลัก Respect, Protect and Fulfill)
    • oหน้าที่ของประชาชน: บุคคล ชุมชน และประชาชน มีหน้าที่ที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับรัฐ
  • หมวด 2: ระบบกลไก คณะกรรมการ และองค์กร
    • oโครงสร้างคณะกรรมการ (3 ระดับ)
      • ระดับผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker): ประกอบด้วย คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด (มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการจากภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาชนไม่เกิน 15 คน) ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังมี คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด และ คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด เป็นมือซ้ายมือขวาในการสนับสนุนด้านวิชาการและมาตรการเศรษฐศาสตร์
      • ระดับผู้กำกับดูแล (Regulator): คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัด และสนับสนุนการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่รับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายไปปฏิบัติ
      • ระดับพื้นที่ (Area-based) : คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยมีนายก อบจ./ผู้ว่ากทม. เป็นประธาน (สะท้อนหลักการกระจายอำนาจ) และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่
    • oหน่วยปฏิบัติงาน : สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (บอส.) จะตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐอื่น แต่ในช่วงแรก กรมควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่แทนไปพลางก่อนจนกว่าจะจัดตั้งสำนักงานได้ภายใน 2 ปี นับแต่ร่างพ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ
    • oบุคลากร : ประกอบด้วย เจ้าพนักงานอากาศสะอาด (กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นโดยอัตโนมัติ และเจ้าพนักงานอื่นที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง) มีอำนาจเข้าตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษและออกคำสั่งทางปกครองอื่นๆ และ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานอากาศสะอาด ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปในพื้นที่ที่มีจิตอาสา สามารถรับการแต่งตั้งเพื่อช่วยเหลือเจ้าพนักงานอากาศสะอาดได้

3. เครื่องมือ กลไกการบริหารจัดการ และการป้องกันแหล่งมลพิษแต่ละแหล่งกำเนิด (หมวด 3, หมวด 4 และ

หมวด 5)

อาจารย์ ดร. อชิชญา นำเสนอหมวดที่ 3 และหมวดที่ 5 และอาจารย์กัญญารัตน์ นำเสนอหมวด 4

  1. หมวด 3 เครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
    1. oระบบฐานข้อมูล : เพื่อรวมและจัดการข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลิษทางอากาศ กลุ่มเปราะบาง และการวางแผนนโยบาย
    2. oการจำแนกพื้นที่คุณภาพอากาศ: แบ่งเป็น พื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ (Non- attainment area) เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และ พื้นที่ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ (Attainment area) เพื่อวางมาตรการและจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่
    3. oแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด : กำหนดให้จังหวัดจัดทำแผนของตนเองพร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ผ่านเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยท้องถิ่นจะมีอำนาจมากขึ้นในการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ
    4. oมาตรฐานคุณภาพอากาศ (2 ประเภท)
      1. มาตรฐานคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ : เน้นการคุ้มครองสุขภาพเป็นหลัก
      2. มาตรฐานคุณภาพอากาศเพื่อสวัสดิภาพสาธารณะระดับพื้นที่ : กำหนดแบบ Bottom-up โดยจังหวัดเป็นผู้เสนอตัวเลขตามความต้องการปกป้องทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ (เช่น โคนม หรือนก) ที่มีความไวต่อสารมลพิษบางประเภท
    5. oดัชนีคุณภาพอากาศ : แบ่งเป็นดัชนีคุณภาพอากาศและดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ
    6. oระบบเฝ้าระวัง: อนุญาตให้ใช้ Low-Cost Sensor ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น แทนการพึ่งพาเครื่องตรวจวัดของรัฐเท่านั้น
    7. oระบบการแจ้งเตือนและตอบสนอง: พัฒนาระบบการแจ้งเตือนโดยตรงผ่านโทรศัพท์ และระบบร้องเรียนที่โปร่งใส แจ้งสถานะและส่งต่อคำร้องได้
    8. oมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน (Anti-SLAPP): ร่าง พ.ร.บ. นี้มีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อปกป้องผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในหมวด 3
    9. oการกำหนดค่ามาตรฐาน : มีการต่อสู้ในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้การกำหนดมาตรฐานมุ่งเน้นที่ "สุขภาพ" และ "วิทยาศาสตร์ วิชาการ" เป็นหลัก และพยายามดึงคำว่า "เศรษฐกิจ" ออกจากการพิจารณา
  2. หมวด 4 การป้องกันและควบคุมแหล่งมลพิษแต่ละแหล่งกำเนิด (นำเสนอโดย อาจารย์ กัญญารัตน์ โคตรภูเขียว)
    1. oมลพิษทางอากาศเกิดจากหลายแหล่งและแตกต่างกันไปตามภูมิภาค (เช่น ภาคเหนือเผาป่า/เกษตร, ภาคใต้มีมลพิษข้ามแดน)
    2. oร่าง พ.ร.บ. กำหนดมาตรการตามภาคส่วน ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม, ภาคคมนาคม, ภาคป่าไม้, ภาคเกษตรกรรม, ภาคเมือง, และมลพิษข้ามแดน รวมถึงภาคอื่นๆ เพื่อรองรับมลพิษที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต
    3. oกลไกการขับเคลื่อน ใช้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละภาคส่วน (เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม, คณะกรรมการอากาศจังหวัด) มาช่วยขับเคลื่อนการป้องกันและควบคุมมลพิษ
    4. oทุกภาคส่วนต้องจัดทำ ฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ และ บัญชีการระบายสารมลพิษ (หรือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในภาคเกษตร/ป่าไม้)
    5. oมาตรการเฉพาะภาคส่วน
      1. ภาคอุตสาหกรรม: ควบคุมมาตรฐานการปล่อยสารมลพิษทางอากาศ ส่งเสริมการผลิตที่สะอาด ปรับปรุงเทคโนโลยี และทำความตกลงแบบสมัครใจเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ
      2. ภาคคมนาคม: ควบคุมยานพาหนะ (จำกัดอายุการใช้งาน, กำจัดรถหมดสภาพ) ส่งเสริมรถพลังงานสะอาดและขนส่งสาธารณะ และกำหนดพื้นที่ควบคุมการระบายสารมลพิษ (Low Emission Zone)
      3. ภาคป่าไม้: บริหารจัดการเชื้อเพลิง จัดการไฟป่า จัดทำแนวทางบริหารจัดการป่าเพื่ออากาศสะอาด และสนับสนุนป่าชุมชน
      4. ภาคเกษตรกรรม: ปรับโครงสร้างการผลิตที่เสี่ยงต่อมลพิษ กำหนดสินค้าปลอดการเผา และตรวจสอบย้อนกลับ ห้ามเจ้าของ/ผู้ครอบครองเผาเศษวัสดุ (ยกเว้นมีเหตุจำเป็นตามแนวทางของจังหวัด) และห้ามผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดมลพิษ
      5. ภาคเมือง: เน้นการพัฒนาเมืองเพื่ออากาศสะอาด จัดทำผังพื้นที่เพื่ออากาศสะอาด (ส่งเสริมขนส่งสาธารณะ, พื้นที่สีเขียว) และควบคุมมลพิษจากแหล่งก่อสร้าง
      6. มลพิษข้ามแดน: เน้นการเจรจาและประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ห้ามนำเข้า/ส่งออกสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และกำหนด ความรับผิดสำหรับผู้ก่อมลพิษข้ามแดน
  3. หมวด 5: เขตเฝ้าระวังหรือเขตประสบมลพิษทางอากาศ
    1. oเป็นมาตรการพิเศษที่ "ยกระดับมาตรการ" ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในสถานการณ์ที่อากาศย่ำแย่ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษนั้นๆ เป็นพิเศษ (เช่น ห้ามเผาที่เคยอนุญาต หรือให้โรงงานลดการปล่อยมลพิษ) แตกต่างจากการจำแนกพื้นที่ผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งเป็นมาตรการระยะกลางถึงยาว

4. มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ กองทุนอากาศสะอาด และความรับผิด (หมวด 6 และหมวด 8)

คุณณัฐพัชร ได้นำเสนอภาพรวมของมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ กองทุน และความรับผิด ในร่างพ.ร.บ.

  1. หัวใจหลักของมาตรการทางเศรษฐศาสตร์
    1. หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): ให้ผู้ปล่อยมลพิษรับผิดชอบต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้น (เช่น ค่ารักษาสุขภาพ)
    2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: กระตุ้นให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเลือกทางเลือกที่ปล่อยมลพิษน้อยลง
  2. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์: มี 6 เครื่องมือหลัก และสามารถกำหนดเพิ่มเติมได้
    1. ภาษี
    2. ค่าธรรมเนียม : จะเน้นเป็นหลัก เพราะสามารถนำเงินกลับมาใช้แก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยตรง
    3. ระบบการจัดสรร การซื้อขาย และการโอนสิทธิ
    4. หลักประกันความเสี่ยง
    5. ระบบฝากไว้ได้คืน (อาจารย์ ดร. สุรศักดิ์ เสนอให้ใช้ชื่อ "การเรียกเก็บเงินประกันสินค้าหรือผลิตภัณฑ์" เพื่อความชัดเจน)
    6. มาตรการอุดหนุน: เพื่อสนับสนุนผู้ที่เลือกทำสิ่งที่ดีขึ้นต่อสังคม
  3. ค่าธรรมเนียม : เก็บจากสินค้า 5 อย่าง และกิจกรรม/กิจการ 7 อย่าง ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม และภาคเมือง โดยเก็บจากผู้ผลิต/ผู้นำเข้า หรือเจ้าของ/ผู้ประกอบกิจการ อัตราจะทบทวนทุกปี
    1. oหลักการจัดเก็บต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน/ผู้ประกอบการ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยคำนึงถึงทางเลือกในตลาด (เช่น ต้องมีรถ EV ให้เพียงพอก่อนเก็บค่าธรรมเนียมรถสันดาป)
  4. กองทุนอากาศสะอาดเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษเฉพาะหน้า การบริหารกลไกทั้งหมดของ พ.ร.บ. และการสนับสนุนการแก้ปัญหาและการเยียวยาความเสียหาย เปิดให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์
  5. ความรับผิด (หมวด 8)
    1. oความรับผิดทางแพ่ง: ตั้งใจให้ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์สาเหตุอย่างชัดเจน ขอเพียง "หาความเชื่อมโยงบางอย่าง" ก็สามารถฟ้องคดีได้
    2. oขยายขอบเขตผู้รับผิด: จากเดิมที่เน้นผู้ก่อมลพิษ หรือเจ้าของ/ผู้ครอบครองแหล่งกำเนิด กฎหมายนี้ขยายไปถึง
      1. ผู้ที่สามารถใช้ความรู้/ความเชี่ยวชาญแต่ไม่ทำ เช่น สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้โรงงานขนาดใหญ่ จะต้องพิจารณาปัจจัยมลพิษทางอากาศด้วย
      2. ผู้ก่อมลพิษที่อยู่ต่างประเทศ รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อมลพิษต่างประเทศแต่มีที่ตั้งในไทย
    3. oการยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้องคดี: เป็นกลไกทางเลือกเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยให้สำนักงานพิจารณาใช้กลไกนี้กับผู้ก่อมลพิษ

5. ข้อสังเกตและข้อกังวลจากผู้ทรงคุณวุฒิ

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อสังเกตและข้อกังวลที่สำคัญต่อร่าง พ.ร.บ. ดังนี้:

  1. ดร. ภาคภูมิ โลหริตานนท์
    1. oองค์กรเอกชนตามมาตรา 9/2 จะต้องเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมปี 2535 หรือไม่
    2. oจำนวนกรรมการในคณะกรรมการนโยบายอาจมากเกินไป (15 คน)
    3. oเสนอให้ย้ายบทบัญญัติ Anti-SLAPP จากมาตรา 37/4 ไปอยู่ในหมวดสิทธิ (มาตรา 9/6) เพื่อความครบถ้วนของเนื้อหา
    4. oการใช้คำว่า "หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง" อาจทำให้หน่วยงานที่ไม่ถูกระบุชื่อโดยตรง เช่น กระทรวงพลังงาน (เรื่องคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง) หรือกระทรวง อว. และ GISTDA (เรื่องข้อมูลมลพิษข้ามพรมแดน) ปัดความรับผิดได้
    5. oหมวด 4 มีความท้าทายเนื่องจากเชื่อมโยงกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมาตรา 50/13 เรื่องผังอากาศสะอาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการ Mitigation และ Adaptation
  2. รศ. ดร. สุรศักดิ์ บุญเรือง
    1. oหน่วยงานรัฐมีแนวโน้ม "ต่างฝ่ายต่างทำงาน" หากมีกฎหมายใหม่กำหนดภารกิจเพิ่ม อาจถูกตีความว่าเป็น "ภารกิจเสริม" ทำให้การขับเคลื่อนช้า
    2. oมาตรการเดิม (เช่น เขตควบคุมมลพิษตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม 2535) จะมีความสัมพันธ์และผลบังคับใช้อย่างไรกับมาตรการใหม่ อาจจะเกิดความไม่แน่นอนในการจัดทำแผนและงบประมาณหรือไม่
    3. oโครงสร้างคณะกรรมการระดับจังหวัด แม้เห็นด้วยว่าจำเป็น แต่กังวลเรื่ององค์ประกอบที่มีข้าราชการประจำจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้งานช้าและเกิดความขัดแย้ง เนื่องจากกรรมการไม่ได้เป็นกรรมการเต็มเวลาและมีภารกิจซ้อนทับกับงานเชิงบริหารเดิม
    4. oปัญหาเรื่องงบประมาณ หากมีกลไกใหม่แต่ไม่ยกเลิกกลไกเดิม จะเกิดปัญหาการตั้งงบประมาณที่ซ้อนทับกัน
    5. oเสนอให้ใช้ชื่อ "การเรียกเก็บเงินประกันสินค้าหรือผลิตภัณฑ์" เพื่อความชัดเจน
    6. oเสนอให้ปรับคำในมาตรา 60/2 เป็น "แหล่งกำเนิดหรือมาตรการอื่น ๆ" เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นข้ามภาคส่วน (Cross Sector) และให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดทั้งแหล่งกำเนิดและวิธีการควบคุม
  3. คุณสุรชัย ตรงงาม
    1. oร่างกฎหมายสร้าง "หมุดหมายสำคัญ" เรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยเฉพาะ "แก้ว 3 ประการ" (สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม)
    2. oตั้งข้อสงสัยว่า สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมตามมาตรา 9/2 ครอบคลุมถึงสิทธิของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศในโรงงานหรือไม่
    3. oกระบวนการ "คัดเลือกกันเอง" อาจนำไปสู่การตีความที่กว้างเกินไป (เช่น มูลนิธิของผู้ประกอบการเข้ามาเป็นกรรมการได้) จึงเสนอให้มีกฎหมายลำดับรองกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน
    4. oการกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศควรกำหนดให้ "คำนึงถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี" ที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศไว้ด้วย ไม่ใช่แค่หลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือปัจจัยทางสังคม/เศรษฐกิจ เพื่อป้องกันข้ออ้างว่าต้องยอมให้มีคนเจ็บป่วยเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
    5. oชื่นชม "ศักยภาพการรองรับสารมลพิษทางอากาศ" โดยเป็นครั้งแรกที่มีการนำหลักการนี้มาใช้ในการพิจารณา ซึ่งสำคัญในการมองภาพรวมของการปนเปื้อนในพื้นที่
    6. oการกำหนดให้ผู้ที่ระบายสารมลพิษไม่เกินข้อกำหนดและเสียค่าธรรมเนียมแล้ว "ไม่ต้องรับผิด" (มาตรา 73 วงเล็บ 4) อาจเป็นการเพิ่มข้อยกเว้นที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดมากเกินไป
    7. oเสนอว่ามาตรา 73 วรรค 2 ควรให้ "องค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม" มีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานรัฐเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วย
    8. oการกำหนดอายุความฟ้องร้องค่าเสียหายเพียง 3 ปีนั้นสั้นเกินไปหรือไม่ เนื่องจากคดีสิ่งแวดล้อมมักใช้เวลาพิสูจน์นาน


  1. ดร. สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ (ศาลอุทธรณ์)
    1. oสนับสนุนกฎหมายนี้เพราะเป็นวิกฤตของสังคม และกฎหมายเดิมไม่ตอบสนอง ชื่นชม 2 หลักการสำคัญที่คณะทำงานได้ทำคือ หลักนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Rule of Law) และ ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (Environmental Democracy)
    2. oการเชื่อมโยง "สิ่งใหม่" กับ "สิ่งเก่า" นั้นจำเป็นต้องมีการสร้างกลไกใหม่ที่เชื่อมโยงกับระบบเดิมที่มีทั้งคน ตำแหน่ง และงบประมาณ
    3. oประเภทของคดี (5 นิ้ว)
      1. คดีรัฐธรรมนูญ: หลายประเทศมีการฟ้องว่ากฎหมายที่มีอยู่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐไม่คุ้มครองสิทธิประชาชนเพียงพอในเรื่อง Climate Change
      2. คดีปกครอง: เกี่ยวกับการละเลยปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ (เช่น ไม่ให้ข้อมูล, ไม่รับฟัง, ไม่วางมาตรการ) หรือการเพิกถอน/แขวนใบอนุญาต
      3. คดีแพ่ง: การเยียวยาค่าเสียหายต้องครบวงจร ครอบคลุม "อันซีน" (unseen) เช่น ผลกระทบต่อสัตว์ พืช หรือระบบนิเวศ แต่ความยากคือผู้เสียหายจำนวนมาก และการเกลี่ยความเสียหาย
      4. คดีอาญา/พินัย: กฎหมายกำหนดบทลงโทษที่สูงกว่ากฎหมายอื่นมาก (เช่น ค่าปรับ 50 ล้านบาท, พินัย 1 ล้านบาท) ซึ่งอาจต้องทำความเข้าใจกับสังคมและนักกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้
      5. คดีข้ามพรมแดน (Cross-border) เป็นปัญหาใหญ่ในระดับภูมิภาค (เช่น มลพิษจากอินโดนีเซียมาถึงภูเก็ต) ร่างกฎหมายนี้ได้กล่าวถึงบ้าง แต่อาจพิจารณาเรื่องการใช้กฎหมายขัดกันสำหรับนิติบุคคล หรือกลไกการไกล่เกลี่ยข้ามชาติ
    4. o"Politics of Truth": ปัญหาการเมืองว่าด้วยความจริง เกี่ยวกับการพิสูจน์ว่าประชาชนเดือดร้อนแค่ไหน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต้องชัดเจน
    5. oปัญหา "หลายกรม หลายคณะ": การประสานงานกับหน่วยงานเดิมที่ซับซ้อนและมีอำนาจทับซ้อนกัน
    6. oเสนอให้งานฝ่ายยุติธรรมมีบอร์ดเฉพาะ หรือให้อัยการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น
    7. oหลักสัดส่วน (Proportionality Principle): การกำหนดมาตรการต่างๆ ควรเป็นไปตามระดับความรุนแรงของปัญหา
    8. กองทุน: กังวลว่าการเยียวยายังไม่เป็นระบบ ค่าเสียหายควรกลับไปที่บุคคลที่เสียหาย ค่าเสียหายต่อสาธารณะควรแยก และค่าเสียหายเบื้องต้นต้องครอบคลุมให้ครบถ้วนก่อนจะพูดถึงค่าเสียหายเชิงลงโทษ

การเสวนา ช่วงที่ 4เวลา 15.15 – 16.15 น.

การเสวนาเรื่อง “สิทธิในชีวิตที่ดี สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิที่จะไม่ตายก่อนวัยอันควรกับจิตวิญญาณ และจิตสำนึกในอากาศสะอาด”

วิทยากร ประกอบด้วย

  • พระเอกวีร์ มหาญาโณ วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร
  • บาทหลวงนุพันธ์ ทัศมาลี ผู้อำนวยการแผนกคริสตศาสนธรรม (คำสอน) สังฆมณฑล จันทบุรี
  • ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นักพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังคม
  • ทิพย์พาพร ตันติสุนทร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานโยบายสาธารณะและการสร้างพลเมือง
  • นิศานาถ รัตนนาคินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....

ดำเนินรายการโดย

  • สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา



สรุปประเด็นสำคัญ

1. ความท้าทายในการสื่อสารและเข้าถึงประชาชน

ผู้ดำเนินรายการมองว่าเวทีนี้เป็น "เวทีแก้เคล็ด" เพื่อทำให้เรื่องอากาศสะอาดที่ซับซ้อนและเป็นเทคนิคสูงนั้น "ง่ายขึ้น" และกระตุ้นสำนึกภายในของผู้คนว่าสิทธิในอากาศสะอาดเป็นสิทธิที่ "เอื้อมถึงได้"

คุณนิศานาถเห็นว่าแม้จะทำงานเคลื่อนไหวมา 8 ปี ทำให้เรื่องนี้ "ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายมาก" แต่การทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและไม่รู้สึกว่ายากนั้นต้องใช้เวลานาน

คุณทิพย์พาพร ชี้ว่าความยากที่สำคัญคือการทำอย่างไรให้กฎหมายเข้าถึงประชาชนในระดับส่วนกลางและส่วนล่าง เพื่อให้พวกเขารู้ว่ามีกฎหมายนี้ และจะได้รับประโยชน์อะไร รวมถึงมีส่วนร่วมในการทำให้กฎหมายนี้เป็นจริงได้อย่างไร

2. การวิเคราะห์ปัญหาในเชิงระบบและโครงสร้าง

คุณนิศานาถ ใช้ "System Thinking" และ "Iceberg Theory"ในการมองปัญหา 4 มิติ ตั้งแต่เหตุการณ์ แพทเทิร์น ไปจนถึงโครงสร้างและวิธีคิด เธอพบว่า "รัฐพันลึก" หรืออำนาจพันลึกในโครงสร้างเดิมของรัฐมักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะแก้ปัญหาแค่ระดับเหตุการณ์หรือแพทเทิร์น ไม่ลงลึกถึงระดับวิธีคิด

อาจารย์ ชัยวัฒน์ ตั้งคำถามว่าเหตุใดอากาศสะอาดซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องมีกฎหมายมาจัดการ ท่านเชื่อว่าจิตมนุษย์พุ่งไปในทางที่ผิด คือยึดติดกับ "สิ่งที่ไม่ค่อยจริง" และยิ่งพัฒนาทางวัตถุมากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์และคุณค่าของชีวิตกลับยิ่งหายไป ทำให้สิ่งพื้นฐานกลายเป็นของแพง ท่านยังกล่าวถึงการที่ชาวบ้านทางภาคเหนือ "จำนน" ต่อปัญหาควันไฟ เพราะเชื่อว่าเป็นฤดูกาลและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งสะท้อนการยอมสยบต่อสถานการณ์

บาทหลวงนุพันธ์ เล่าประสบการณ์การแยกขยะด้วยตนเองที่พบว่า "ขยะกำพร้า" ไม่มีที่ไป ซึ่งสะท้อนขีดจำกัดของความพยายามระดับปัจเจก ท่านยังกล่าวถึง ความล้มเหลวของการประชุม COPในระดับนานาชาติ ที่แม้จะมีความตั้งใจดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องยากที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

3. การตระหนักรู้และความสำคัญของ "ความเป็นมนุษย์"

อาจารย์ชัยวัฒน์ ชวนให้มนุษย์ "ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับชีวิต" ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญกว่า และความสุขที่แท้จริงมาจากความสัมพันธ์กับธรรมชาติและผู้คน ท่านชี้ว่าการไม่ใส่ใจเรื่องอากาศหรืออาหารที่ไม่ดี เป็นเพราะ "จิตไม่ละเอียดพอ" ซึ่งถูกจูงให้จิตหยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบวัตถุนิยม ท่านเสนอให้กลับไปสู่พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เกิดความละเอียดอ่อนต่อสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายและจิตใจ

บาทหลวงนุพันธ์ เชื่อมโยง "อากาศสะอาด" กับ "จิตใจที่สะอาด" โดยกล่าวว่าหากจิตใจมีมลภาวะ เห็นแก่ตัว เราจะไม่มีความสุข ท่านเน้นว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อคนยากจนมากที่สุด และเรียกร้องให้เป็น "เสียงของผู้ไร้เสียง" (The Voice of the Voiceless)

พระเอกวีร์ ให้ทุกคน "ถอดหมวก" ที่สวมอยู่ เพื่อกลับมาพบกันในฐานะ "ความเป็นมนุษย์" เพื่อให้เข้าใจว่าทุกคนมีแม่ มีลูก มีสังคม และต้องการความปกติของชีวิต ท่านเน้นย้ำว่าการรักษาอากาศสะอาดเป็นการ "ทำบุญใหญ่" เพราะเป็นการ "ให้ชีวิต" หรือ "ไถ่ชีวิต" มนุษย์และสรรพสัตว์จำนวนมาก

4. บทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อน

คุณทิพย์พาพร มองว่าโรงเรียนเป็น "Change Agent" ที่สำคัญ ในการให้ความรู้แก่สังคม ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ เธอเชื่อว่าโครงสร้างคณะกรรมการบริหารจัดการอากาศสะอาดในระดับจังหวัด ซึ่งมี อบจ. ดูแล และมีตัวแทนจากภาควิชาการ, ภาคโครงสร้างภาคประชาชน (Area-based), ภาคประชาสังคม (Issue-based), และภาคธุรกิจ จะช่วยให้การสื่อสารและขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ทำได้เร็วและเข้าถึงประชาชน

บาทหลวงนุพันธ์ อยากเห็นภาครัฐ (นักการเมือง, ประเทศชาติ, เทศบาล) มี "เครื่องมือช่วยอย่างจริงจัง" เช่น อุปกรณ์กรองมลพิษที่โรงงาน เพื่อสนับสนุนการทำให้อากาศสะอาดเป็นจริง ท่านยังเสนอให้มีการควบคุมการผลิต โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พระเอกวีร์ ชี้ว่าประเทศไทยมีบริบททางสังคมและศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น บทบาทของพระสงฆ์ ที่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ท่านเชื่อว่าคนในแต่ละบริบท (Sector) จะเข้าใจเรื่องของตนเองได้ดี แต่หน้าที่ของนักกฎหมายและนักเศรษฐศาสตร์คือการออกแบบระบบ เพื่อให้การปฏิบัติงานในระดับชุมชนดำเนินไปได้

5. การสร้างแรงจูงใจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

คุณนิศานาถ ระบุว่าการขับเคลื่อนต้องการ "นวัตกรรมทั้งด้านพฤติกรรมและระบบสังคม"

พระเอกวีร์ ชวนให้มองว่าหากผู้บริหารธุรกิจถอนหมวกกลับมาเป็นมนุษย์ อาจรู้สึกว่า 10% ของกำไรบริษัทที่ต้องเสียไปเพื่ออากาศสะอาดนั้น "make sense" หากมันทำให้แม่ของตนอายุยืนขึ้นอีก 10 ปี ท่านยังมองว่าการทำให้อากาศสะอาดเป็นการ "ทำบุญใหญ่" ซึ่งเป็นแรงจูงใจทางจิตวิญญาณ

6. การทำงานร่วมกันและการข้ามศาสตร์

คุณนิศานาถ พบว่าการบูรณาการข้ามศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้จะมี "แรงเสียดทานสูงมาก" ในชั้นกรรมาธิการ การเคลื่อนไหวในประเด็นสาธารณะต้องการเรียนรู้ "ความรู้แบบใหม่นอกระบบ" ที่เข้าใจในเรื่องของระบบ

บาตหลวงนุพันธ์ เชื่อว่าทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคศาสนา ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดสิ่งดีงามในสังคม

พระเอกวีร์ เน้นหลัก "อิทัปปัจจยตา" (Interdependence)ที่ว่าทุกอย่าง "อิงอาศัยซึ่งกันและกัน" การกระทำของคนหนึ่งมีผลกระทบต่อคนอื่นๆ ท่านย้ำว่าเราทุกคนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง และต้องทำงานร่วมกันในฐานะสังคมในบริบทที่เราเป็นอยู่ ท่านเน้นการฝึกตนเองในพุทธศาสนาคือการย้อนกลับมามองและเข้าใจตัวเอง รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ท่านยังกล่าวถึงความสำคัญของการพูดคุยกันอย่างมนุษย์ เคารพบริบทสถานะ และมีความเมตตาต่อกัน

การเสวนา ช่วงที่ 5เวลา 16.30 – 17.30 น.

การเสวนาเรื่อง “การแลกเปลี่ยนมุมมองการสื่อสารสังคมในเรื่องที่ยากต่อการสื่อสาร: กรณีของ PM 2.5 สิทธิในอากาศสะอาด และร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด”

วิทยากร ประกอบด้วย

  • รติศา วิเชียรพิทยา ผู้ก่อตั้งเพจ NaiName
  • พีรพล เหมศิริรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Environman
  • พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ GlowStory
  • อรอุษา พรมอ๊อด The Active, Thai PBS

ดำเนินรายการโดย

  • ตนัย ไตรทิพยพงษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารเครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย



สรุปประเด็นสำคัญ

1. ความท้าทายในการสื่อสารและสร้างความสนใจ

วิทยากรหลายท่านเห็นตรงกันว่าการสื่อสารเรื่องอากาศสะอาด โดยเฉพาะประเด็นกฎหมาย เป็นเรื่องที่ยากและท้าทายอย่างยิ่ง ผู้ดำเนินรายการเรียกเวทีนี้ว่า "เวทีแก้เคล็ด" เพื่อทำให้เรื่องที่ซับซ้อนนี้ "ง่ายขึ้น" เนื่องจากประสบการณ์พบว่าคนมักเบือนหน้าหนีเมื่อได้ยินคำว่า "กฎหมาย" และการล่ารายชื่อสนับสนุนใช้เวลานานมาก

คุณรติศามองว่า กฎหมายอากาศสะอาดมีความยากที่แตกต่างจากกฎหมายอื่นตรงที่มันเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย แต่กลับทำให้หลายคนรู้สึกว่า "อยู่กับสิ่งนี้มานานแล้ว" ทำให้เป็น "ประเด็นที่ไม่เซ็กซี่" เมื่อเทียบกับเรื่องการเมืองที่รุนแรงกว่า คุณพิริยะเสริมว่า "คนไทยใจดีและลืมง่าย" มีเรื่องดราม่าให้ติดตามทุกวัน ทำให้ปัญหาอากาศที่เจ็บคนละเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งที่คนชินและยอมรับสภาพไป คนมักไม่สนใจเรื่องนี้เมื่อช่วงที่ฝุ่นไม่เยอะ

คุณพีรพลกล่าวว่า หน้าที่ของคนทำสื่อคือการทำให้คน "สนใจ" เรื่องนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่จำเป็นต้องทำให้เข้าใจทั้งหมด 100% แต่ต้องหาวิธีเชื่อมโยงเรื่องให้เข้ากับชีวิตของผู้เสพสื่อ นอกจากนี้ ยังต้องต่อสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มักจะส่งคอนเทนต์ที่แต่ละคนเสพอยู่แล้ว ทำให้เรื่องบางเรื่องไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย

2. การวิเคราะห์ปัญหาในเชิงลึกและโครงสร้างสังคม

คุณรติศามีมุมมองที่แตกต่างจากคุณพีรพล โดยเชื่อว่าการทำให้ทุกเรื่องง่ายนั้นอาจไม่เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คนจน" ที่มีเรื่องปากท้องเป็นสิ่งสำคัญกว่า และชีวิตก็ยากลำบากอยู่แล้ว เธอเห็นว่าคนจนไม่สนใจมลพิษเท่าปากท้อง และการสร้าง opinion ร่วมกันในสังคมที่คนจนเป็นคนส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องทำให้เรื่องง่ายไว้ก่อน

คุณพีรพลแย้งว่าไม่คิดว่าทุกเรื่องควรจะง่ายเสมอไป บางเรื่องจำเป็นต้องยากและผู้เสพสื่อเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการทำความเข้าใจด้วยตนเอง เพราะการที่ทุกอย่างง่ายเกินไปอาจทำให้คนไม่รู้สึกถึงความจำเป็นในการดูแล มนุษย์อาจมองทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตาย (take for granted) มาตลอด ทำให้ปัญหามาถึงจุดนี้ได้

คุณพีระรู้สึกว่าปัญหาอากาศกระทบชีวิตคนไทยอย่างมาก แต่กลับไม่มีการรวมตัวกันมากพอที่จะส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจฟัง ในขณะที่ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม (ผู้รับฟังเสวนา) ยังมองว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอย่าง การแก้ไขปัญหาอยู่ที่ "ชุมชนกับท้องถิ่น" ซึ่งต้องเห็นคุณค่าและมูลค่าของธรรมชาติ

3. กลยุทธ์และแนวทางการสื่อสารเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

วิทยากรได้นำเสนอหลากหลายกลยุทธ์ในการสื่อสารประเด็นอากาศสะอาด

  • การเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน: คุณอรอุษาใช้แคมเปญ "รัฐเราใครต้องแก้ฝุ่น" และแฮชแท็ก "อร่อยปาก ลำบากปอด" โดยเชื่อมโยงการบริโภค "ชาไข่มุก" กับการก่อฝุ่น เพื่อให้คนตระหนักว่าทุกสิ่งที่บริโภคล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างมลพิษ คุณนัทใช้แนวคิดที่ว่าคนสูญเสียทั้งเวลา เงิน (ซื้อเครื่องฟอกอากาศ หน้ากากอนามัย) สุขภาพ และคนรัก ทำให้เกิดแคมเปญ "ปอดก็พัง ตังค์ก็จ่าย" ซึ่งสะท้อนการที่คนต้องยอมรับสภาพในการดูแลตัวเอง
  • การใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสม (Timing):คุณรติศาเน้นว่า "Timing" สำคัญที่สุดในการทำให้ประเด็นที่ไม่เซ็กซี่น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 เข้ามา ที่ทุกคนจะลงเรื่องพร้อมกัน ทำให้เกิดความรู้สึก "เอ๊ะ" และรวมตัวกันเป็นกระแส
  • การปรับระดับความลึกของข้อมูล: คุณรติศาเสนอว่าสื่อควรแบ่งเป็นสองส่วน คือสื่อที่ทำเรื่องให้ง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ และสื่ออีกกลุ่มที่ทำเรื่องลึก ๆ สำหรับคนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เธอยังเสนอให้พูดถึงกองทุนอากาศสะอาดในมุมของ "นวัตกรรมทางการเงิน" เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนในสายเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจ
  • การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง: คุณพีรพลเน้นย้ำความสำคัญของ "ความต่อเนื่อง" ในการสื่อสาร ไม่ใช่ทำคอนเทนต์เพียงครั้งเดียวแล้วหายไป
  • การลงพื้นที่และใช้ภูมิปัญญา: คุณอรอุษาเล่าถึงประสบการณ์การลงพื้นที่ทำวิจัยและพูดคุยกับพี่น้องชาติพันธุ์ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจผลกระทบของฝุ่น และให้ความร่วมมือในการจัดการการเผาอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม
  • การใช้เครื่องมือดิจิทัล: คุณนัทได้ทำไมโครไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนช่วยกันจับตา 3 ข้อสำคัญของ พ.ร.บ.

4. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและบทบาทของกองทุนอากาศสะอาด

อาจารย์คนึงนิจตั้งคำถามสำคัญต่อสื่อมวลชนว่าจะช่วย "Save กองทุนอากาศสะอาด" ซึ่งกำลังจะถูกตัดออกจากร่าง พ.ร.บ. ได้อย่างไร โดยเปรียบเทียบว่าหากกฎหมายนี้ถูกเด็ดส่วนสำคัญออกไปก็จะเหลือเพียง "หนอนดิน" ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น

วิทยากรหลายท่านตอบสนองต่อประเด็นนี้

  • คุณอรอุษาจะ จับตาการอภิปรายในสภา อย่างใกล้ชิด และจะ "โควทคำพูด" ของผู้ที่อภิปรายให้ตัดกองทุนออก เพื่อให้ประชาชนเห็นและร่วมส่งเสียงกดดัน
  • คุณพีระสารภาพว่ายังคิดไม่ออก แต่เชื่อว่าศึกนี้ไม่จบแค่วันที่ 10 และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้อง เตรียมรับมือเป็นเฟส ๆ สร้างเครือข่าย หาเพื่อนเพิ่ม สร้างแคมเปญ และเข้าถึงสื่อให้ช่วยสร้างแรงกระเพื่อม
  • คุณพีรพลจะชวนทุกคน จับตาดูการอภิปรายในสภา และหากกองทุนถูกตัดออกจริง ก็จะ รวบรวมความโกรธของประชาชน และทำให้ตระหนักว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพื่อหาทางสู้ต่อไป
  • คุณพีรพลคิดว่านี่ไม่ใช่ศึกที่จะจบในครั้งเดียว แต่จะใช้ช่วงเวลาที่ฝุ่น PM 2.5 เยอะ ๆ ในอนาคตเพื่อ "บูม" ประเด็นนี้อีกครั้ง โดยจะชี้ให้เห็นว่าทำไม พ.ร.บ. ถึงยังใช้ไม่ได้ผล และ ระบุชื่อบุคคลที่ตัดสินใจตัดกองทุนออกไป

5. บทบาทของสื่อและการทำงานร่วมกัน

ผู้ดำเนินรายการมองว่าการทำงานเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะเป็นเฟส ๆ

ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม (ผู้ร่วมเสวนา) เชื่อว่าความสำเร็จของ พ.ร.บ. อากาศสะอาดนั้นอยู่ที่ "สื่อ" และอยากฝากให้สื่อถ่ายทอดสาระสำคัญเรื่อง "ธรรมชาติและวัฒนธรรม" โดยใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น AI หรือ ChatGPT เพื่อช่วยให้พลเมืองกลับไปสู่ธรรมชาติและวัฒนธรรมเหล่านั้น ท่านเน้นย้ำว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ แต่สื่อต้องช่วยดึงให้ชุมชนเห็นคุณค่าและมูลค่าของธรรมชาติ เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งและพลเมืองมีคุณภาพ

คุณพีระเชื่อว่า "เล่าเรื่องเปลี่ยนโลกได้" และเสนอว่าความท้าทายคือการทำให้คนไทยซึ่งใจดีและลืมง่าย กลับมารวมตัวกันส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจฟัง คุณนัทเองก็พบว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจว่าการที่ พ.ร.บ. ผ่านแล้วยังมีขั้นตอนการจับตาบังคับใช้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนจริง ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการสื่อสาร

6. การผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลุ่มผู้ก่อมลพิษและผู้มีอำนาจ

คุณพีระได้โยนโจทย์ว่าควรหาทาง "คุยกับกลุ่มผู้ก่อมลพิษและผู้มีอำนาจ" (Regulator) โดยเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจาก "Negative Force" ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเห็นว่าการเป็น "Green Startup" เป็นเรื่องที่ "สุดจะเท่" หรือการทำ ESG อย่างแท้จริงเป็นสิ่งที่ดี เขามองว่าหากมี leverage หรือเครื่องมืออื่นในการคุยกับคนกลุ่มนี้ อาจเป็นอีกช่องทางในการผลักดันเรื่องอากาศสะอาด

อย่างไรก็ตาม คุณรติศาไม่เห็นด้วยกับการลงทุนไปคุยกับกลุ่มคนรวย/ผู้ก่อมลพิษ เพราะเธอเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ใช้เงินแก้ปัญหาอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงไม่มี Pain Point ที่จะสนใจ เธอเสนอว่าการลงทุนกับคนตัว เล็ก ๆ และผลักดันผ่านพรรคการเมืองที่เห็นความสำคัญของนโยบายอากาศสะอาดน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า

สิ้นสุดงานเวลา 17.30 น.

นอกจากกิจกรรมการเสวนาแล้ว บริเวณลานหน้าห้อง 211 ได้มีการจัดบูธนิทรรศการจาก7 องค์กร ได้แก่

  • สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (Thailand CAN)
  • สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • มูลนิธิชีววิถี (Bio Thai)
  • ศูนย์วิจัยทางกฎหมายและการบริการวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • บริษัทป่าสาละ จำกัด



ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเสวนาได้ที่: https://drive.google.com/drive/folders/11dwaknhbs09a7YbjcSiwK69Gu3NsEE2g?usp=sharing

Share
sharefbxx