
สรุปผลการจัดงานเสวนาสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย :
แนวคิด กระบวนการ และอุปสรรคในทางปฏิบัติ
วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.45 น. - 16.00 น.
ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากรร่วมเสวนา
1. คุณไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2. รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและกิจการพิเศษ มศว
3. อ.ดร.ณัฐดนัย นาจันทร์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
วิทยากรร่วมเสวนา และผู้ดำเนินรายการ โดย รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สรุปประเด็นจากการเสวนา
1. รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์
1.1 หลักการและเจตนารมณ์ของการใช้อำนาจนิติบัญญัติภาคประชาชน ได้วางรากฐานเชิงทฤษฎีโดยเน้นย้ำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งประชาชนไม่จำเป็นต้องมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่ผู้แทนผ่านการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถ "สงวนอำนาจ" บางส่วนไว้ใช้เองเพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองและการตรากฎหมาย กระบวนการนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ "Voice" หรือการส่งเสียงสะท้อนปัญหา ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เช่น ปัญหาอากาศไม่สะอาด เพื่อกดดันให้เกิดการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยไม่ทันต่อบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ พลังจากการเข้าชื่อของประชาชนยังทำหน้าที่เป็นกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายการเมือง เนื่องจากนักการเมืองต้องอาศัยคะแนนนิยม (Popularity) หากเพิกเฉยต่อความต้องการที่ชัดเจนของประชาชนย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของตนเอง
1.2 บริบทและที่มาของการยกร่างกฎหมาย การริเริ่มจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในอดีต มีจุดแข็งสำคัญจากการนำหลักวิชาการมาเป็นตัวตั้ง โดยสถาบันพระปกเกล้าและคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ร่วมกันศึกษาโมเดลจากต่างประเทศและวิเคราะห์ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับปี พ.ศ. 2542 เพื่อนำมาเป็นฐานในการถกเถียง ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงหลักการว่า กฎหมายฉบับนี้ควรครอบคลุมไปถึงการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ซึ่งในขณะที่ร่างของสถาบันพระปกเกล้าไม่ได้ระบุไว้ แต่ร่างของ คปก. กลับให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว
เมื่อพิจารณาในมิติเปรียบเทียบจะพบว่ากลไกนี้เป็นสากล โดยมีสวิตเซอร์แลนด์ เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากประชาชนมีอำนาจนิติบัญญัติสูงมาก สามารถใช้รายชื่อ 100,000 ชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การลงประชามติในประเด็นสำคัญ เช่น รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ระดับมลรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย มีความก้าวหน้าในการใช้ประชามติเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงอย่างการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อสันทนาการ แม้แต่ในระดับภูมิภาคอย่าง สหภาพยุโรป (EU)ก็มีช่องทางให้พลเมือง 1 ล้านคนจาก 7 ประเทศสมาชิกรวมตัวกันเสนอกฎหมายได้ โดยมีตัวอย่างที่สำคัญคือการเข้าชื่อในประเด็น "Right to Water" เพื่อคัดค้านการแปรสัญญาน้ำประปาเป็นของเอกชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดสิทธิในอากาศสะอาดที่กำลังขับเคลื่อนในไทย
1.3 พัฒนาการและนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้นของกฎหมายเข้าชื่อ การเสนอกฎหมายโดยประชาชนไทยมีการปรับตัวอย่างชัดเจน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ใช้เกณฑ์ 50,000 รายชื่อและมีอุปสรรคทางธุรการสูงจากการต้องใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ทำให้มีกฎหมายเสนอเพียง 16 ฉบับ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ลดเกณฑ์เหลือ 10,000 รายชื่อ และอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารมากขึ้น ส่งผลให้สถิติการเสนอกฎหมายพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2564 มีการเสนอถึง 59 ฉบับ นอกจากนี้ทิศทางในอนาคตมุ่งสู่การเป็น Digital Democracy ผ่านระบบการเข้าชื่อออนไลน์ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และค่าใช้จ่าย แม้จะยังมีความท้าทายเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและสิทธิความเป็นส่วนตัว (PDPA) กระบวนการเสนอกฎหมายเปรียบเสมือน Civic Lab หรือพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยภาคปฏิบัติที่ทำให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการงบประมาณและการเจรจาต่อรอง ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่ New Social Agenda หรือวาระใหม่ ๆ ที่สะท้อนผ่านร่างกฎหมายภาคประชาชน เช่น สมรสเท่าเทียม สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ และสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
1.4 ปัญหาอุปสรรคของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มาจากประชาชน
(1)ข้อจำกัดทางเทคนิคในการร่างกฎหมายและการรวบรวมรายชื่อ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ เช่น สถาบันพระปกเกล้า หรือกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อจัดทำบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างกฎหมายให้เป็นไปตามระเบียบของรัฐสภา รวมทั้งอุปสรรคในกระบวนการรวบรวมและการตรวจสอบรายชื่อ ตามกฎหมายปี พ.ศ. 2542คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทในการสนับสนุนการรวบรวมรายชื่อ แต่ต่อมาบทบาทนี้กลับเลือนหายไปเนื่องจากการเปลี่ยนชุดคณะกรรมการและนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ต้นทุนในการดำเนินงานเป็นอุปสรรคใหญ่ ทั้งค่าถ่ายเอกสารและค่าเดินทาง ซึ่งในอดีตเคยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ภายหลังกลไกเหล่านี้ถูกยุบไปตามอำนาจมาตรา 44 พร้อมกับ คปก. และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้ภาคประชาชนขาดงบประมาณสนับสนุนหลัก
(2) กระบวนการตรวจสอบรายชื่อยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของผู้เขียนกฎหมายที่มีต่อประชาชน โดยมีการกำหนดมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดผ่านกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งในทางปฏิบัติยังคงมีคำถามถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบลายมือชื่อเมื่อเทียบกับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์
(3) การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งหากถูกตีความว่ากระทบต่องบประมาณจะต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีรับรองก่อน และบ่อยครั้งถูกปัดตกในขั้นตอนนี้ โดยไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา
(4) กระบวนการในรัฐสภามักมีความล่าช้าและเต็มไปด้วยเทคนิคทางกฎหมาย เช่น ปัญหาเรื่องร่างประกบ ที่รัฐบาลมักเสนอร่างของคณะรัฐมนตรีเข้าประกบและใช้เป็นร่างหลัก จนอาจบิดเบือนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของประชาชนในชั้นกรรมาธิการ ปัญหาสภาล่ม หรือการต้องรอคอยการรับหลักการกฎหมายวาระแรกที่อาจยาวนาน นอกจากนี้ เมื่อกฎหมายเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของสภา ผู้แทนภาคประชาชนต้องเผชิญกับแท็กติกของฝ่ายการเมือง เช่น การเลือกรับเฉพาะร่างของคณะรัฐมนตรีแต่ไม่รับร่างของภาคประชาชน ทั้งที่เป็นหลักการเดียวกัน การคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีเวลาเข้าประชุมสม่ำเสมอ และมีทักษะการเจรจาตอบโต้ที่เก่งกาจเพื่อปกป้องเจตนารมณ์ของร่างกฎหมาย
(5) โควตาของภาคประชาชนในชั้นกรรมาธิการร่วมระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนรองรับไว้ชัดเจน ทำให้ต้องอาศัยการเจรจาขอแบ่งสัดส่วนจากกรรมาธิการคนอื่นเป็นรายกรณี ซึ่งโดยหลักการแล้ว สัดส่วนตัวแทนภาคประชาชน 1 ใน 3 ควรได้รับการคงไว้ตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อประกันสิทธิของกลุ่มผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายในการรับทราบข้อมูลและติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายที่ตนเป็นผู้ริเริ่ม นอกจากนี้ ในกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยภาคประชาชน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏแนวทางที่ชัดเจน แต่ในอนาคตควรมีการจัดตั้งกลไกหรือช่องทางที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลประกอบการพิจารณาได้อย่างทั่วถึง
(6) ภาคประชาชนยังต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างกันเอง เช่น ข้อถกเถียงว่ากฎหมายใหม่ที่เสนอนั้นมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิมหรือไม่ เช่น กรณีพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในเชิงวิชาการเพื่อหาทางออกร่วมกัน
(7) การยุบสภา ซึ่งส่งผลให้ร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ต้องตกไป แม้จะมีความพยายามเสนอให้กฎหมายของประชาชนได้รับการรับรองโดยอัตโนมัติหากมีการยืนยันจาก ครม. ชุดใหม่ แต่ก็ยังติดขัดด้วยบท
บัญญัติของรัฐธรรมนูญ
1.5 กลยุทธ์การขับเคลื่อนและการสร้างกระแสสังคม การผลักดันกฎหมายภาคประชาชนจำเป็นต้องใช้แท็กติกทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงปริมาณ เช่น การเลือกวันยื่นร่างกฎหมายในเดือนตุลาคมเพื่อโยงเข้ากับการเรียกร้องประชาธิปไตย หรือการดึงกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมาร่วมยื่นกฎหมายเพื่อสร้างกระแสสังคม เช่น กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนผ่านช่องทางนิติบัญญัติยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเปลี่ยนความต้องการของสังคมให้เป็นกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ดังนั้น ประชาชนต้องอาศัยความอดทนและการติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้สังคมหันไปพึ่งพาการเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง
2. อาจารย์ ดร.ณัฐดนัย นาจันทร์
2.1 การวิเคราะห์ทางนิติศาสตร์และสังคมวิทยาว่าด้วยแนวคิดความแปลกใหม่ทางกฎหมาย (Legal Novelty) กับความเป็นจริงของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน การศึกษากฎหมายในประเทศไทยมักประสบกับสภาวะลักลั่นระหว่างทฤษฎีในห้องเรียนกับแนวปฏิบัติในโลกความเป็นจริง เนื่องจากระบบการศึกษาเน้นหนักไปที่แนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) ที่ยึดถือตัวอักษรเป็นเกณฑ์ จนละเลยสภาวะทางสังคมและการเมืองที่หล่อหลอมการใช้กฎหมาย แนวคิด "ความแปลกใหม่ทางกฎหมาย" (Legal Novelty)
จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่ออธิบายว่า ระบบกฎหมายแท้จริงแล้วคือ "เรื่องแต่ง" หรือสมมติฐานทางสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบและให้ความหมายแก่การกระทำต่าง ๆ กฎหมายจึงไม่ใช่เจ้านายที่เบ็ดเสร็จ แต่เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการเล่าเรื่องและสร้างความชอบธรรม ซึ่งหากทำความเข้าใจในมิตินี้ จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเหตุใดกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนจึงมักไม่เป็นไปตามอุดมคติที่ควรจะเป็นรากฐานความขัดแย้งของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในระบบรัฐสภาทั่วโลก เกิดจาก “การปะทะกันระหว่างแนวคิดอำนาจอธิปไตยสองกระแส” คือ “อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยตรง” กับ “อำนาจอธิปไตยที่ต้องใช้ผ่านผู้แทนในรัฐสภา” เมื่อนำระบบการเข้าชื่อเสนอโดยประชาชน มาบรรจุไว้ในระบบรัฐสภา จึงเกิดการเผชิญหน้ากันของความชอบธรรม หากระบบเน้นที่ตัวผู้แทนเป็นหลักเช่นในอังกฤษ สิทธิของประชาชนย่อมถูกจำกัด แต่หากเน้นที่ประชาชนเป็นหลักเช่นในสวิตเซอร์แลนด์ กระบวนการย่อมเปิดกว้างกว่า การออกแบบกฎหมายในเรื่องนี้จึงเป็นการชั่งน้ำหนักว่ารัฐจะให้ความสำคัญกับฝ่ายใดมากกว่ากัน
ในกรณีของประเทศไทย ยังมีความลักลั่นและสร้างอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของประชาชนอยู่มาก ประเด็นปัญหาที่สำคัญในทางปฏิบัติของไทยปรากฏชัดเจนในมาตรา 14 ของพ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 เรื่องร่างกฎหมายที่ตกไปเมื่อมีการยุบสภาหรือสิ้นสุดอายุสภา แม้โดยหลักการสากลจะถือว่าสภาใหม่ไม่ผูกพันกับมติสภาเก่าเพื่อให้เกียรติอำนาจของผู้แทนชุดใหม่ แต่อุปสรรคของไทยคือการให้ความสำคัญกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มากกว่าภาคประชาชน โดยระบบกำหนดให้สิทธิในการร้องขอพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่เป็นของ ครม. ก่อนภายใน 60 วัน และหาก ครม. ไม่ดำเนินการ ประชาชนจึงจะมีสิทธิยืนยันร่างกฎหมายของตนภายใน 120 วัน
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำในกฎหมายยังมีความคลุมเครือ เช่น คำว่า "การพิจารณาใหม่" ที่ไม่ได้นิยามชัดเจนว่าต้องเริ่มจากขั้นตอนใด ทำให้สิทธิของประชาชนขาดความแน่นอนทางกฎหมายและมักนำไปสู่ทางตันเมื่อฝ่ายการเมืองไม่ให้การสนับสนุน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น อิตาลีและสเปน จะพบแนวทางการประนีประนอมที่น่าสนใจ โดยกำหนดให้ร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอไม่มีวันตกไป แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสภา กฎหมายของประเทศเหล่านี้อนุญาตให้สภาใหม่พิจารณาต่อจากจุดที่ค้างอยู่หรือเริ่มใหม่ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องให้ประชาชนไปรวบรวมรายชื่อมาใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างจากประเทศออสเตรีย ยังแสดงให้เห็นว่า แม้ร่างกฎหมายของประชาชนอาจไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาในท้ายที่สุด แต่กระบวนการเข้าชื่อที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากย่อมสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาลต่อผู้แทนในสมัยเลือกตั้งถัดไป ซึ่งเป็นมิติของการตรวจสอบอำนาจที่นอกเหนือไปจากตัวบทกฎหมาย
2.2 ทฤษฎีและเทคนิคการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน ในทางนิติศาสตร์ ระบบการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนในระดับสากลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และรูปแบบที่ให้อำนาจแก่สภาเป็นหลัก สำหรับประเทศไทยซึ่งใช้รูปแบบที่เน้นอำนาจสภา การออกแบบระบบควรสร้างสมดุล ระหว่างอำนาจของสภากับเจตจำนงของประชาชน หากประชาชนยอมลดอำนาจในการลงคะแนนตัดสินใจโดยตรง รัฐก็ไม่ควรจำกัดประเภทของกฎหมายที่ประชาชนสามารถเสนอได้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ภาษี หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจสุดท้ายยังคงอยู่ที่สภา การจำกัดสิทธิในการริเริ่มกฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นการจำกัดอำนาจประชาชนที่เกินสมควร
นอกจากนี้ ในเชิงเทคนิค หากมีการตีความว่าประชาชนไม่สามารถเสนอแก้กฎหมายเดิมได้ ประชาชนย่อมสามารถใช้สิทธิเสนอกฎหมายใหม่ ที่มีเนื้อหาเพื่อการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายเก่าได้ ซึ่งถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ทำได้ตามกฎหมาย กลไกการถ่วงดุลระหว่างรัฐบาลและภาคประชาชน ธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐบาลไทยมักมีการเสนอร่างกฎหมายของรัฐประกบเข้ากับร่างของประชาชนเพื่อเป็นการสร้างกลไกตรวจสอบ รัฐไทยควรพิจารณาตัวอย่างจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่หากรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอ จะต้องมีการจัดทำ "ประชามติ" เพื่อให้ประชาชนเลือกว่าจะเห็นชอบกับร่างของฝ่ายใดประเด็นเรื่องงบประมาณในการทำประชามติ มักถูกยกขึ้นมาเป็นอุปสรรคในการสร้างส่วนร่วมทางการเมือง แต่ในมุมมองเชิงอำนาจอธิปไตย คุณค่าของเสียงประชาชนไม่ควรถูกตีค่าเป็นเพียงตัวเลขงบประมาณ การขาดแคลนเครื่องมือทางการเงินและการยุบกองทุนการเมืองภาคพลเมือง ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญเป็นเพียงเครื่องประดับที่ขาดการบังคับใช้จริง
2.3 กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีปัจจุบันไม่ได้คุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชน ประสบการณ์การใช้ชีวิตในจังหวัดเชียงรายตลอดระยะเวลา 9 ปี พบว่าประชาชนต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาตินานัปการ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุลูกเห็บ และปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะอ้างถึงความซ้ำซ้อนของกฎหมาย หรือการมีอยู่ของมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในความเป็นจริง ประชาชนในพื้นที่กลับต้องตื่นมาพร้อมกับอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่น การมีเลือดปนออกมากับเสมหะ ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายจำนวนมากที่มีอยู่นั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนอย่างแท้จริง
ข้อโต้แย้งต่อร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด มักมีข้อโต้แย้งว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ซึ่งในทางวิชาการอาจมองได้ว่า แม้กฎหมายใหม่จะไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่กฎหมายและระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ยาวิเศษเช่นกัน การปฏิเสธการทดลองใช้กลไกใหม่เพียงเพราะเกรงว่าระบบกฎหมายจะ "รกรุงรัง" เป็นการละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าระบบปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้ประสิทธิภาพอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ความกล้าที่จะริเริ่มกลไกทางนิติศาสตร์ใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น
2.4 ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขกฎหมาย ประกอบด้วยสองระดับ ประการแรกในระยะสั้น คือการตีความกฎหมายที่มีความคลุมเครือ (เช่น มาตรา 14) ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้สิทธิของประชาชนมากที่สุด โดยมองว่าการยืนยันของประชาชนเป็นเพียงรูปแบบพิธีการเพื่อขอเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายล่าสุดที่
ค้างอยู่ต่อ ประการที่สองคือ การปฏิรูประบบในระยะยาว โดยการสังคายนาความคลุมเครือในตัวบทกฎหมาย กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาที่ชัดเจนให้สภาต้องพิจารณาร่างกฎหมายของประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาที่กำหนด (เช่น 3 หรือ 6 เดือน) พร้อมทั้งต้องเผยแพร่ความเห็นประกอบการพิจารณาสู่สาธารณะเพื่อความโปร่งใส การยอมรับว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่ง จะช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเสริมสร้างอำนาจให้แก่ภาคประชาชนได้อย่างแท้จริง
3.คุณไพโรจน์ พลเพชร
3.1 ความสัมพันธ์พื้นฐานในทางการเมืองระหว่างรัฐและประชาชนตั้งอยู่บนการจัดวางขอบเขตแห่งอำนาจและสิทธิหน้าที่ โดยมีสิทธิของประชาชนเป็นตัวกำกับทิศทางการใช้อำนาจรัฐเพื่อให้รัฐทำหน้าที่เคารพ คุ้มครอง และผลักดันให้สิทธิเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง หัวใจสำคัญของสิทธิทางการเมืองที่ต้องได้รับการยืนยันคือ “สิทธิในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง” ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดในการร่วมออกแบบโครงสร้างทางการเมือง การเลือกผู้บริหาร และการควบคุมอำนาจรัฐ หากมองในมิติมหภาค เจตจำนงนี้คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและไม่อาจแยกขาดได้
ในบริบทของสังคมไทยกลับมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดระหว่างประชาธิปไตยแบบทางตรงและประชาธิปไตยแบบตัวแทนอย่างรุนแรง แม้ในทางสากลการแสดงเจตจำนงผ่านตัวแทนและการมีส่วนร่วมโดยตรงควรจะเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายตัวแทนมักมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่าประชาชน ตัวแทนมักอ้างความชอบธรรมจากจำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับจากการเลือกตั้ง(เช่น 30,000 - 50,000 เสียง) เพื่อลดทอนความสำคัญของจำนวนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มีจำนวน 10,000 หรือ 50,000 ชื่อ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตพยายามนำเสนอการเมืองแบบมีส่วนร่วมผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การถอดถอน และการออกเสียงประชามติ เพื่อแก้ปัญหาการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ แต่เจตจำนงเหล่านี้มักถูกเพิกเฉยจากฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจในสภา
3.2 อุปสรรคสำคัญต่อการใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อหรือเสนอกฎหมายยากลำบาก (และข้อเสนอแนะในอนาคต)
(1)โครงสร้างทางกฎหมายที่ถูกออกแบบมาภายใต้ฐานคิดแบบตัวแทน ดังจะเห็นได้จากวิวัฒนาการของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการปรับปรุงให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในระยะแรก กฎหมายกำหนดให้ต้องมีรายชื่อถึง 50,000 ชื่อ โดยอิงจากค่าเฉลี่ยคะแนนเสียงของ ส.ส. 1 คน อีกทั้งยังมีภาระในเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ทั้งสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งสร้างความยุ่งยากอย่างมหาศาลแก่ประชาชนทั่วไปในการรวบรวมรายชื่อกว่าจะมีการแก้ไขให้เหลือเพียง 10,000 ชื่อ และเปลี่ยนมาใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชนแทนการแนบสำเนาเอกสาร ก็ต้องผ่านกระบวนการต่อสู้นับสิบปี
(2)อคติทางชนชั้นที่แฝงอยู่ในสถาบันนิติบัญญัติ เช่น กรณีตัวแทนประชาชนที่เป็นชาวบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้ชี้แจงในสภาเพียงเพราะการแต่งกายที่ไม่เข้ากับระเบียบปฏิบัติ จนประชาชนต้องพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองเพื่อให้รัฐยอมรับ ในมิติของเนื้อหาและขั้นตอนทางเทคนิค ประชาชนยังเผชิญกับข้อจำกัดในการเสนอแก้ไขกฎหมาย เพราะตามระเบียบแล้วประชาชนไม่มีสิทธิเสนอแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายเก่าโดยตรง แต่ต้องเขียนร่างกฎหมายใหม่เข้าไปแทนที่เท่านั้นอีกทั้งร่างกฎหมายของประชาชนต้องถูกจำกัดให้อยู่ในหมวดสิทธิและหน้าที่ หรือหมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมักจะถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับการเงินเมื่อกฎหมายถูกตีความว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน อำนาจเด็ดขาดจะตกอยู่ที่นายกรัฐมนตรีในการพิจารณารับรอง โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาพิจารณาที่ชัดเจน ทำให้กฎหมายหลายฉบับต้องค้างคาอยู่โดยไม่มีคำตอบ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการยุบสภา ร่างกฎหมายของประชาชนมักจะถูกระงับไป เว้นแต่รัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณารับรองเพื่อดำเนินการต่อ ซึ่งเป็นการให้รัฐบาลกลายเป็นผู้คัดกรองเจตจำนงของประชาชนอีกชั้นหนึ่ง
(3) แม้จะมีความตื่นตัวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ช่วยให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่กลไกสนับสนุนภาคประชาชนกลับถูกทำลายลงอย่างน่ากังวล เครื่องมือสำคัญที่เคยทำหน้าที่ช่วยประชาชนร่างกฎหมายและรณรงค์ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และกองทุนพลเมือง ได้ถูกยุบไปในช่วงหลังการรัฐประหารโดย คสช.การขาดงบประมาณและหน่วยงานสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมทำให้สิทธิในการมีส่วนร่วมกลายเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนทั่วไป ดังนั้น การจะทำให้เจตจำนงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมทั้งในด้านองค์ความรู้ในการร่างกฎหมายและมาตรการด้านเงินทุน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้สิทธิทางการเมืองของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(4) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงบประมาณมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในการจัดทำกฎหมาย โดยความเห็นของกฤษฎีกามักมีน้ำหนักสูงสุดในการชี้ขาดเนื้อหา ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นไปตามความต้องการของหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของกฎหมายเดิมที่มุ่งเน้นการปกป้องอำนาจของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอให้สร้างระบบการทบทวนความเห็นทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อคานอำนาจในการตัดสินใจ
(5) กระบวนการพิจารณากฎหมายในรัฐสภา ควรกำหนดสัดส่วนให้ประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ไปจนถึงในชั้นกรรมาธิการร่วม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญที่กำหนดสัดส่วนกรรมาธิการไว้หนึ่งในสาม ซึ่งการมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปยืนยันหลักการจะช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีแนวโน้มคล้อยตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้มากขึ้น
(6) สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายควรได้รับการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงการเสนอขอให้ยกเลิกกฎหมายเก่าหรือปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพื่อให้กฎหมายมีการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพสังคม นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการลงประชามติเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่เจตจำนงของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างความเห็นของตัวแทนในสภากับความต้องการโดยตรงของประชาชน ดังเช่นตัวอย่างในกฎหมายแร่ปัจจุบัน ที่ให้มีการลงประชามติในระดับพื้นที่เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องการสัมปทาน
ประเด็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของร่างกฎหมายควรมีการปรับปรุง โดยร่างที่มาจากการเข้าชื่อของประชาชนจำนวนมาก ควรได้รับสิทธิให้เป็นร่างหลักในการพิจารณา แทนที่จะยึดโยงอยู่กับร่างของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในทางปฏิบัติกฤษฎีกาจะเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของกฎหมายในฐานะผู้กุมองค์ความรู้ ขณะที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มักขาดเวลาและทีมวิชาการในการศึกษาเชิงลึก ทำให้การถกเถียงในชั้นกรรมาธิการเป็นการปะทะทางความคิดระหว่างภาคประชาชนกับกฤษฎีกาเป็นส่วนใหญ่ อุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายคือ การใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อลดทอนสาระสำคัญของกฎหมายภาคประชาชน เช่น การเขียนเงื่อนไขให้กฎหมายที่ออกมาใหม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก่อน ซึ่งทำให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่ วิธีคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของอำนาจนิยมที่ต้องการรักษาอำนาจของหน่วยงานรัฐไว้เหนือสิทธิของประชาชน การปฏิรูปกฎหมายในปัจจุบันจึงเป็นการปะทะกันระหว่างคุณค่าแบบอำนาจนิยมเดิมกับคุณค่าด้านสิทธิและเจตจำนงของประชาชนที่กำลังเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านแนวคิดใหม่ ๆ
4.รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
4.1 ความย้อนแย้งของอำนาจอธิปไตยปวงชน ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน การใช้สิทธิของประชาชนเพื่อแสดงออกซึ่งอำนาจดังกล่าวกลับเผชิญกับสภาวะย้อนแย้งอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในทางปฏิบัติ กระบวนการเข้าถึงสถาบันนิติบัญญัติถูกจำกัดด้วยอุปสรรคเชิงโครงสร้างและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีและเจ้าของอำนาจกลับต้องผ่านกระบวนการคัดกรองที่มีลักษณะเป็น "ด่านสกัดกั้น" หลากหลายมิติ เริ่มตั้งแต่ข้อจำกัดเชิงกายภาพในการเข้าถึงพื้นที่รัฐสภา ไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบทางธุรการที่เคร่งครัดของเจ้าหน้าที่สภาเพื่อพิจารณาความสอดคล้องตามสารบบกฎหมายและสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
4.2 การเผชิญอุปสรรคเชิงเทคนิค ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การตีความบทบัญญัติว่าด้วย "ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน" ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารก่อนเข้าสู่การพิจารณา การตีความในประเด็นนี้มีลักษณะขยายขอบเขตอย่างกว้างขวาง (Broad Interpretation) จนครอบคลุมถึงกรณีที่มีการใช้ทรัพยากรของรัฐเพียงเล็กน้อย เช่น การใช้บุคลากรภาครัฐ หรือแม้แต่การใช้สถานที่ประชุม ส่งผลให้ร่างกฎหมายภาคประชาชนจำนวนมากต้องถูกยับยั้งโดยฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ กระบวนการนิติบัญญัติยังประกอบด้วยกลไกของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งมักกลายเป็นอุปสรรคในการผลักดันเจตนารมณ์ของประชาชนให้สัมฤทธิ์ผล รวมถึงการมีอยู่ของอำนาจแฝงที่ไม่ปรากฏรูปธรรมชัดเจน แต่มีอิทธิพลในการเบี่ยงเบนเนื้อหาสาระของกฎหมาย
ในมิติเชิงสังคม กฎหมายไทยประสบกับวิกฤตการณ์ด้านทัศนคติ โดยถูกสร้างภาพจำให้มีค่าเท่ากับ การเมืองในเชิงลบ มายาคติดังกล่าวส่งผลให้ภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้มีความรู้และภาคธุรกิจ เกิดความลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมายเพราะเกรงผลกระทบจากการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริง กฎหมายคือเครื่องมือสำคัญของการเมืองภาคพลเมือง (Civic Politics) ที่ควรขับเคลื่อนได้ทั้งในและนอกระบบสภา ปัญหานี้มีรากฐานมาจากระบบการศึกษานิติศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับ "สำนักกฎหมายบ้านเมือง" (Legal Positivism)มากเกินควร จนทำให้นักกฎหมายขาดเป้าหมายในการใช้กฎหมายในฐานะ "วิศวกรรมสังคม" (Social Engineering) หรือเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านระบบ (Social Transition) นักกฎหมายในปัจจุบันจึงมักติดกับดักทางความคิดและขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มทางกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติอื่น
ร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนมักเผชิญกับสภาวะการถูกกลืนกลาย โดยภาครัฐ เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณา รัฐบาลมักเสนอร่างกฎหมายของตนประกบและรวบรวมเนื้อหาเข้าด้วยกัน ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าว ร่างของประชาชนมักถูกดัดแปลงเนื้อหาสาระจนสูญเสียเจตนารมณ์ดั้งเดิม หรือถูกบิดเบือนโดยอ้างความมั่นคงและประโยชน์ของรัฐบังหน้า สภาวการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการครอบงำสังคม อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักว่า "รัฐเป็นเพียงสิ่งสมมติ แต่สังคมคือความจริง" โดยรัฐมีพันธะต้องดำรงอยู่เพื่อตอบสนองต่อสังคมที่สถาปนารัฐขึ้นมา ดังนั้น ภาคประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงมีความจำเป็นต้องดำรงความมุ่งมั่นและดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและสอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
4.3กรณีมาตรา 147 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในกรณีที่มีการไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ฉบับประชาชน มีข้อโต้แย้งทางนิติศาสตร์ที่สำคัญว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ควรตกไป โดยเสนอให้ใช้แนวทางการตีความกฎหมายที่ยึดถือเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญมากกว่าการยึดติดเพียงตัวบท แนวทางนี้ไม่ใช่การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย แต่เป็นการแสวงหาความชอบธรรมผ่านกระบวนการตีความแบบใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดการใช้นิติสงคราม เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางสังคมและกฎหมาย โดยการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นด้านสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง เพื่อชี้ให้เห็นว่าความคลุมเครือของกฎหมายในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการจัดระเบียบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผู้แทนราษฎรและประชาชน อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีการฟ้องร้องถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ซึ่งไม่อาจทดแทนความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายในระดับโครงสร้างได้
4.4 กรณีมาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัญหาใหญ่ที่ขัดขวางการพัฒนากฎหมายไทยคือการติดกับดักวาทกรรมซ้ำซาก ที่ว่า "ประเทศไทยมีกฎหมายมากเกินไปแล้ว" ซึ่งมักถูกนำมาใช้โจมตีร่างกฎหมายใหม่ไม่ว่าจะมาจากภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐบาลเอง วาทกรรมดังกล่าวทำให้สังคมละเลยเนื้อหาสาระของกฎหมาย โดยไม่ได้มองว่ากฎหมายใหม่มักมีวัตถุประสงค์เพื่อล้างบางกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย หรือเพื่อยุบรวมกฎหมายที่กระจัดกระจายให้มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะมีการกล่าวถึงแนวคิด "กิโยตินกฎหมาย" เพื่อตัดลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่เกิดการสังคายนากฎหมายทั้งระบบอย่างแท้จริง ซึ่งหากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์อาจกล่าวได้ว่าไม่มีการปฏิรูปกฎหมายขนานใหญ่ที่มีประสิทธิภาพนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา กระบวนการนิติบัญญัติไทยยังเผชิญกับปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ ปัญหาเชิงเทคนิค ปัญหาเชิงตัวบท และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาเชิงทัศนคติของ
ผู้มีอำนาจ ผู้กำหนดนโยบายในระดับรัฐมนตรีมักขาดความเป็นตัวของตัวเองและมีความสับสนย้อนแย้งในทางความคิด โดยมักจะปฏิบัติตามบทที่ข้าราชการประจำหรือผู้ใต้บังคับบัญชาจัดเตรียมไว้ให้โดยขาดการวิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง สภาวะเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจจะเลือกเชื่อถือบุคคลใดเป็นรายกรณีไป มากกว่าจะยึดถือหลักการทางกฎหมายหรือผลประโยชน์ของประชาชนอย่างมั่นคง
บทสรุปส่งท้าย
1. รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์
“การขับเคลื่อนประชาธิปไตยมิอาจฝากความหวังไว้เพียงกับนักการเมืองเพียงลำพัง แต่ภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งและจริงจัง เพื่อเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสังคมโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค”
2. อ.ดร.ณัฐดนัย นาจันทร์
“ภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน บทบาทของภาคประชาชนมักถูกจำกัดให้เป็นเพียงไม้ประดับหรือเชิงสัญลักษณ์ เป็นสิทธิที่ปรับเปลี่ยนได้ตามเงื่อนไขทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงคือความตื่นรู้ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพราะตราบใดที่ภาคพลเมืองยังคงความมุ่งมั่นและไม่เพิกเฉยต่อวิถีทางการเมือง ย่อมนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ดีขึ้นได้ในอนาคต”
3.คุณไพโรจน์ พลเพชร
“เจตจำนงในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน คือหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปได้”
4. รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
“มิติทางการเมืองมิได้จำกัดอยู่เพียงในสภา หากแต่ยังรวมถึงการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งการขับเคลื่อนที่กำลังดำเนินอยู่นี้ถือเป็นการแสดงออกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตย ทั้งนี้ ขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ขับเคลื่อนภาคพลเมืองทุกท่านที่มุ่งมั่นยืนหยัดในเส้นทางนี้มาโดยตลอด”






